พิชิตยอดดอยอินทนนท์ ด้วยการชาร์จครั้งเดียว กับ นิสสัน ลีฟ

นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรชั่นที่ 2 ได้เปิดตัวมาสักพักแล้ว แต่เนื่องจากรถไฟฟ้าอาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมในสังคมไทย บ้างท่านอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิสสัน ลีฟ เป็นรถยนต์ประเภทใด ท่านใดที่ทราบแล้วก็อาจจะถูกใจหรือไม่ก็ตั้งประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขับขี่จะดีไหม หรือเรื่องระบบต่างๆ แต่ประเด็นที่คนให้ความสำคัญที่สุดคือเรื่องราคา เพราะต้องบอกก่อนว่า นีสสัน ลีฟ ใหม่ คันนี้ราคาไม่เบาเลยซึ่งอยู่ที่ 1.99 ล้านบาท 

ก่อนที่ดูราคาแล้วตัดสินใจ เรามาดูรายละเอียดต่างๆของตัวรถไฟฟ้าคันนี้ก่อน โดยทริปนี้เราได้ไปทดสอบที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อไปพิชิตยอดดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นจุดสูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว มาดูกันว่านิสสัน ลีฟ จะรอดหรือไม่

นิสสัน ลีฟ สามารถขับได้ระยะทางสูงสุดที่ 311 กิโลเมตร และแบตเตอรี่เป็นแบบ ลิเธียม-ไอออน วิธีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ได้ถึงสามวิธีหลักๆ ประกอบด้วย การชาร์จจากไฟบ้านปกติ (standard outlet charging) การชาร์จจากอุปกรณ์ชาร์จติดผนัง หรือ wall box charging และรวมถึงการชาร์จแบบด่วนหรือที่เรียกว่า Quick Charge ซึ่งสำหรับรายละเอียดของการชาร์จแบบต่างๆ มีดังนี้

- การชาร์จจากไฟบ้านปกติ (standard outlet charging) เช่นเดียวกับการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟน ซึ่ง 80-90 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าของรถนิสสัน ลีฟ ส่วนใหญ่ เลือกที่จะชาร์จรถยนต์ที่บ้านโดยใช้เคเบิลอเนกประสงค์ (EVSE cable) ที่มาพร้อมกับรถยนต์ โดยส่วนมากเป็นการชาร์จแบบข้ามคืน ใช้เวลาชาร์จประมาณ 12-16 ชั่วโมง

- การชาร์จจากเครื่องชาร์จไฟฟ้า หรือ wall box charging จากที่บ้าน ที่ทำงาน หรือในที่ๆ อื่นๆ ที่มีการติดตั้ง ซึ่งจะสามารถชาร์จไฟฟ้าให้เต็มได้ภายในระยะเวลา 6-8 ชั่วโมง

- การชาร์จแบบด่วนหรือที่เรียกว่า Quick Charge เป็นการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง โดยใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 40-60 นาทีเพื่อชาร์จให้แบตเตอรี่มีความจุที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีติดตั้งในพื้นที่ที่ชาร์จสะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือที่สาธารณะต่างๆ

*** การติดตั้งที่ชาร์จมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอยู่ที่ 40,000 บาท แต่ถ้ารวมค่าติดตั้งให้เสร็จสมบูรณ์ทุกขั้นตอนต้องเพิ่ม 30,000 บาท รวมแล้วจะอยู่ประมาณ 70,000 บาท แต่บางช่วงอาจจะมีโปรโมชั่น ต้องติดตามกันอีกที

นิสสัน ลีฟ มีระบบ นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) มีสามด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) ที่โดดเด่นในลีฟ ใหม่ คือ อี-เพดัล (e-Pedal) และ นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield) ระบบ e-Pedal ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในการออกตัว เร่งความเร็ว ชลอความเร็ว หยุดนิ่งและควบคุมตัวรถให้อยู่กับที่ด้วยการใช้แป้นคันเร่งอย่างเดียว ระบบอันนี้ถ้าใช้จนชินแล้วถือว่าดีมากๆ แถมยังช่วยประหยัดแบตอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ได้แก่ เทคโนโลยีเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉิน (Forward Emergency Braking: FEB) กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor: IAVM) พร้อมเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection: MOD)  เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Active Trace Control: ATC) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Alert: DAA)

ส่วนเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) จะสรุปง่ายๆ คือเป็นเทคโนโลยีซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มากกว่าลีฟ เจนเนอเรชั่นก่อนหน้านี้ถึง 38 เปอร์เซ็นต์ โดยมีแรงบิดเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์เป็น 320 นิวตันเมตร ส่งผลให้มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม/ชม ด้วยเวลา 7.9 วินาที

เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) ด้วยระบบ Vehicle-to-grid ของแบตเตอรี่ของนิสสัน ลีฟ ใหม่ สามารถสะสมพลังงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากพลังงานส่วนเกินในเวลากลางวัน เพื่อนำกระแสไฟฟ้ามาใช้งานภายในบ้านช่วงกลางคืน

การออกแบบ

การออกแบบภายนอกถือว่าสวยเลย ดูเรียบง่ายแบบเท่ๆ ทันสมัย เหมาะสมกับการเป็นรถในอนาคต กระจังหน้าเป็นแบบ V-Motion, ไฟรูปทรง “บูมเมอแรง” นิสสัน ลีฟ ใหม่ ใช้ไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์แบบคู่ รองรับการทำงานทั้งไฟต่ำ และไฟสูง และเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งในรถยนต์ของนิสสัน การติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายให้เป็นส่วนหนึ่งของลวดลายกระจกทำให้เพิ่มความสปอร์ตได้ดี และช่องเสียบสายชาร์จไฟจะอยู่บริเวณด้านหน้ารถนะครับ

การออกแบบภายในห้องโดยสารของลีฟ ใหม่ มีความกว้างขวาง และสะดวกสบายมากขึ้น หน้าจอแสดงข้อมูล และสวิตช์ควบคุมต่างๆ ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ใช้งานง่ายขึ้น ถึงแม้การใช้งานจะสะดวกขึ้นก็จริงแต่ความรู้สึกในการออกแบบยังไม่โดนใจเหมือนการออกแบบภายนอก เช่น ตรงคอนโซล หน้าจอ การออกแบบดูปกติไปและหน้าจอเอาจริงๆถ้าใหญ่กว่านี้นะจะถูกใจมากๆเลย ถึงแม้จะมีกล้องมอง 360 องศาก็ตาม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเรื่องดีไซน์ภายในให้ดูทันสมัย หรูหราขึ้นนะ บอกเลยว่าคนให้ความสนใจมากขึ้นแน่นอน

การทดสอบพิชิตยอดดอยอินทนนท์กับ นิสสัน ลีฟ

เราเริ่มการทดสอบที่สนามบินเชียงใหม่มุ่งหน้าไปที่ยอดดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นจุดสูงที่สุดในประเทศไทย ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร (ขับไปกลับ) โดยจะขับแบบการชาร์จครั้งเดียวซึ่งถ้าตามรายละเอียด ถ้าเต็ม 100% จะขับไปได้ประมาณ 310 กิโลเมตร แต่อย่างที่บอกว่าให้เผื่อๆไว้ ไม่ให้คิด 310 ถ้วน ให้ลบสัก 50 กิโลไว้เลย แต่แน่นอนว่าถ้าเราขับเร็ว เช่น ด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวแบตก็จะหมดเร็วกว่าปกติ แนะนำให้ขับด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามการทดสอบขาไปบอกเลยว่าทางเราขับ 100+ แน่นอน 555+ จะได้รู้กันว่าเป็นยังไง พอขับไปถึงจุดตรวจก่อนขึ้นดอย แบตของเราเหลือประมาณ 40% (ขับไปประมาณ 100 กิโล) ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเราขับเร็วพอสมควร แต่จากจุดตรวจก่อนขึ้นดอยไปยอดดอย (ประมาณ 20-30 กิโล) ถ้าขับแบบเดิมคงไม่รอดเพราะแบตลดลงแทบจะทุกนาทีเลย เราเลยขับประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังใช้ระบบ ECO อีกด้วย เป็นการขับที่เพลินดี (อากาศหนาวด้วย ราวๆ 16 องศา) พอไปถึงจุดสูงสุดของดอยแบตเหลือ 25% ลดไป 15% เอง แต่ปัญหาคือขากลับอีกร้อยกว่าโลและแบตเหลือเพียง 25% ยังไงก็ไม่รอด ตอนแรกผมยังงงเลยว่าจะกลับไปยังไง มีรถยกไหม 555+

พอดีได้ข้อมูลมาจากทางนิสสันว่าให้ใช้ระบบ e-Pedal และขับเกียร์ B เพราะสองระบบนี้จะช่วยชาร์จแบตของเราในช่วงเวลาขับ (แต่ต้องขับไม่เกิน 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถึงจะเซฟได้ดีสุด) ซึ่งระหว่างขาลงดอยเราก็ขับประมาณนั้น ไม่น่าเชื่อจากแบต 25% ขึ้นมาจนมีเกือบๆ 60% เลย ตกใจมาก ในระยะเวลาเพียง 20 นาที ขึ้นมาได้มากขนาดนี้ หลังจากนั้นเราก็ขับเรื่อยๆประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยมันเลยเหยียบแบบปกติ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบ้าง บางที่ก็ร้อยบวก ขับไปประมาณอีก 50กิโลได้ จนถึงจุดหมายแบตเหลือ 12% สุดยอดไปเลย ถึงแม้จะเหลือน้อยแต่ก็เหลือนะครับ เป็นอันพิสูจน์ว่ารถไฟฟ้านิสสันลีฟขับไปกลับจากยอดดอยอินทนนท์ด้วยการชาร์จครั้งเดียวได้ ปล. อาจจะขับไปเรื่อยๆในบางช่วงก็ตาม

สรุป

นิสสันลีฟเป็นรถยนต์ที่ดีนะ ไม่ว่าจะเป็นรถที่ไม่ปล่อยมลพิษ ไม่เสียงเลยคือเงียบมาก การออกแบบภายนอกสวย ทันสมัย ออกแบบภายในอย่างที่บอก ถ้าดูหรูหรา ทันสมัย หน้าจอใหญ่ขึ้น บอกเลยว่าโดนสุดๆ ส่วนระบบอำนวยความสะดวกและปลอดภัยก็ใช้ได้ ถ้าเพิ่มเรื่อง ระบบ Lane Keep ระบบ Lane Departure เป็นต้นจะยกระดับคันนี้ได้มาก ไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะแต่เพื่อการดึงดูดคนมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น เพราะนอกจากจะประหยัดเงินค่าน้ำมันของเราแล้ว ยังช่วยสังคมอีกด้วย แต่ยังไงส่วยตัวราคา นิสสัน ลีฟ ที่ 1.99 ล้านบาทก็ค่อนข้างสูง เข้าใจว่าราคาสูงเพราะทางนิสสันก็เสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการนำเข้า แต่ถ้าลดราคาได้สักหน่อย ตลาดรถไฟฟ้าสนุกแน่เลย คุณเห็นด้วยไหมครับ?