NEW MG EXTENDER ใหญ่ กว้าง นั่งสบาย ราคาล้านสองหมื่นเก้า !
 By : วัชระ ธรรมศรี

 

ได้รับหมายจากเอ็มจีเซลส์ ประเทศไทย ฯ ค่ายรถยนต์น้องใหม่ที่มาแรงอีกรายนึงชวนให้ไปลองขับรถกระบะ MG  EXTENDER ที่เพิ่งเปิดตัวขายอย่างเป็นทางการในตลาดบ้านเราเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี่เอง เมื่อวันเปิดตัวเป็นทางการเอ็มจีไปจัดงานเปิดตัวที่สนาม  8 Speed  เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา  จากนั้นก็ให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับพิสูจน์สมรรถนะของระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ กับ 4 ล้อกันแล้วครั้งนึง คราวนี้จัดเต็มให้ไปลองขับทางออนโรดไกลๆยาวๆ จากภาคใต้จังหวัดภูเก็ต ขับขึ้นสู่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ แล้วกลับมาจบที่กรุงเทพ ฯ รวมระยะทางราวๆ 3 พันกว่ากิโลเมตร

 

แต่ขับยาวครั้งนี้ทางเอ็มจีจัดแบ่งเป็น  6 กรุ๊ป แบ่งกันขับ โดยกรุ๊ปแรกเริ่มจากภูเก็ตมาจบที่ชุมพร กรุ๊ปสองจากชุมพรมากรุงเทพฯ กรุ๊ปสามจากกรุงเทพฯไปขอนแก่น กรุ๊ปสี่จากขอนแก่นไปพิษณุโลก กรุ๊ปห้าจากพิษณุโลกไปเชียงใหม่  และกรุ๊ปที่หกสุดท้ายจากเชียงใหม่กลับเข้ากรุงเทพ ฯ รถมีทั้งหมด 8 คัน ทุกคันเป็นรุ่นขับเคลื่อน  4 ล้อ ดับเบิ้ลแคป 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร  161 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ราคาค่าตัวรุ่นนี้อยู่ที่หนึ่งล้านสองหมื่นเก้าพันบาทครับ รุ่นนี้เป็น 1 ในจำนวน 9 รุ่นของรถกระบะที่เอ็มจีเปิดตัวขายอยู่  มีทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ

ตอนวันแถลงข่าวเปิดตัวนั้นท่านผู้บริหารของเอ็มจีคุณ “ พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์”  บอกว่า รถกระบะเอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์นี้เป็นรถที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย แล้วก้อประหยัดน้ำมัน จะขับทางใกล้ ทางไกล ก็จะให้ความมั่นใจในการขับขี่

ทำไมถึงมั่นใจในการขับขี่  ?

คุณพงษ์ศักดิ์บอกว่าเพราะว่าระบบช่วงล่างของเอ็มจีเป็นแบบ EUROPEAN TUNING SUSPENSION  พร้อมกับมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาให้ครบเครื่อง มีดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART  ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับรถยนต์เอ็มจีเท่านั้นเอง อธิบายสั้นๆ กระชับ ง่ายๆ ได้ใจความ การ Test Drive  ครั้งนี้จากทั้งหมด  6  กรุ๊ป ผมอยู่ในกรุ๊ปที่ 3  โดยรับช่วงต่อจากกรุ๊ปที่ 2  ที่ขับมาจากชุมพรแล้วจะมาจบที่โรงแรมมิราเคิล ฯ ดอนเมือง กรุงเทพฯ ของผมกรุ๊ปที่สามก็ขับสตาร์ทออกจากโรงแรมมิราเคิลฯ ไปจังหวัดบุรีรัมย์  พักนอนที่โรงแรมในสนามช้างหนึ่งคืน แล้วรุ่งขึ้นขับต่อไปจังหวัดขอนแก่น ไปจบที่สนามบินแล้วก็บินกลับกรุงเทพฯ จากนั้นกรุ๊ปที่สี่ก็จะมารับไม้ขับต่อ

เราออกสตาร์ทกันราวๆเก้าโมงเช้า ขับมุ่งหน้าออกเส้นเส้นวิภาวดีฯ ไป เลี้ยวม้วนตรงแฟชั่นไอส์แลนด์เพื่อใช้เส้นทางรังสิต – นครนายก เข้าไปเส้นทางปราจีนบุรี พอเข้าเขตอำเภอเมืองปราจีนฯ เราแวะทานข้าวกลางวันกันก่อนที่ร้าน “ บิ๊กเม้าท์”  ร้านนี้อยู่ตรงวงเวียนปราจีน ฯ  ขับทางขึ้นไปเขาใหญ่  ห่างจากวงเวียนไปราวๆ  2 กิโล ฯ อยู่ซ้ายมือ ร้านนี้อาหารอร่อยดีครับ พอทานกันเสร็จออกเดินทางกันต่อ จากร้านอาหารขับย้อนกลับออกมาทางเขาอีโต้ เพื่อมุ่งหน้าสู่อ.กบินทร์บุรี ไปใช้เส้น  304  ออกทับลาน  มุ่งหน้าไปโคราช ไปปากช่อง แล้วออกเข้าบุรีรัมย์

แต่ก่อนจะไปเข้าเส้น  304  นั้นทางผู้นำขบวนบอกกับพวกเราว่าจะพาออกนอกลู่นอกทางสักหน่อยก่อน  เพื่อให้ลองขับบนเส้นทางออฟโรดสัก  5 – 6 กิโลฯ  ช่วงอ่างเก็บน้ำเขาอีโต้  จะได้พิสูจน์สมรรถนะของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของเอ็มจีกันว่าเป็นยังไง ?

ซึ่งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ของ  MG  EXTENDER  นั้นจะมีอยู่  3 โหมด คือ 2H, 4H และ 4L  แต่ละโหมดจะสามารถปรับใช้ได้ตามสภาพของถนนในรูปแบบต่าง  ทางผู้วางเส้นทางเขาต้องการให้พวกเราได้ทดสอบระบบนี้กัน

ส่วนอีกโหมดจะเป็นระบบขับเคลื่อนธรรมดา เป็นเกียร์อัตโนมัติมี + -  มาให้ในรุ่น Top  โหมดนี้จะใช้กับเส้นทางปกติ สำหรับระยะ 5 – 6 กิโลฯ บนเส้นทางออฟโรดที่คณะเราได้ทดลองขับกันนี้ ใช้เวลาพอควรครับ น่าจะราวๆเกือบชั่วโมง  รถทุกคันต้องค่อยๆขับ ค่อยๆเลื้อยคลานตามๆกันไป  เส้นทางไม่ได้ราบเรียบเหมือนทางหลวง  ช่วงนี้จะเป็นทางแคบๆเข้าดงเข้าป่า สองข้างทางมีต้นไม้นานาพันธ์ขึ้นชิดติดตัวรถ ความเร็วที่คลานๆกันไปไม่น่าจะเกิน  20  - 25 กม. / ชม. ครับ

มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นแอ่ง ร่องลึกและเนินชัน ต้องปรับโหมดมาที่ 4L ให้ล้อตะกรุยตะกายไต่ขึ้นมาเอง  คนขับต้องประคองพวงมาลัยให้ล้ออยู่ในไลน์ตามรอยล้อของคันหน้า  ช่วงนี้แต่ละคันใช้เวลากันนิดหน่อยกว่าจะพ้นหมดขบวน  แต่ก็ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ด้วยดีครับ สุดท้าย ท้ายสุด  MG  EXTENDER  สอบผ่านฉลุยทุกคันครับ !

พอออกจากป่าออฟโรด ขบวนเราก็เข้าสู่เส้นทางราดยางตามปกติ  ขับมุ่งหน้าสู่เมืองกบินทร์บุรี  ไปใช้เส้นทาง  304  ยาวไปปักธงชัย ต่อไปบุรีรัมย์ เข้าสู่ที่พักโรงแรมโมเดน่าในบริเวณของสนามช้าง เราพักกันที่นี่หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็ขับต่ออีกราวๆ  200 กว่ากิโลฯ มุ่งหน้าสู่สนามบิน จ. ขอนแก่น เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้วกรุ๊ปที่ 4 ก็บินมาจากกรุงเทพฯ รับไม้ต่อจากคณะเราขับไปพิษณุโลก

สรุปที่ไปขับรถกระบะ MG  EXTENDER  รุ่นท็อปสุด  4 ประตู เครื่องดีเซลสองพัน คอมมอนเรล เทอร์โบครั้งนี้  รวมระยะทางราวๆเกือบๆ 700 กิโลเมตร คันที่ขับนี้เป็นดับเบิ้ลแคป 4 ประตู เราไปกัน 4  คนครับ ห้องโดยสารกว้างขวางดี นั่งกันสบายๆ  หลวมๆ หน้าสองหลังสอง  ส่วนกระเป๋าเสื้อผ้าโยนเก็บไว้ที่กระบะท้าย  ตอนขาไปช่วงแรกผมนั่งเบาะหลังนั่งสบายๆครับ เหยียดแข้งเหยียดขาได้ ไม่เมื่อย  ส่วนเบาะหน้าทั้งคนขับและคนนั่งคู่ด้านหน้าสังเกตุดูก็นั่งสบายๆ  แต่จะสบายมากกว่าเพราะเบาะนั่งเป็นระบบปรับไฟฟ้าทั้งคู่

ห้องโดยสารนอกจากกว้างแล้ว การออกแบบดีไซน์โดยรวมดูดีครับ โดยเฉพาะวัสดุที่ใช้ดูหรูหราดี  ดูแผงหน้าปัทม์ออกแนวๆสปอร์ต  พวงมาลัยเป็นมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว  กุญแจเป็นแบบสมาร์ทคีย์ มีปุ่ม  Push Start ด้วย ส่วน ระบบแอร์ก็เป็นระบบปรับอัตโนมัติ

จุดเด่นที่เป็นจุดขายของเอ็มจีอีกอย่างหนึ่งก็คือระบบปฏิบัติการ i–SMART ครับ เป็นระบบที่ ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถเชื่อมต่อกันได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็น การสั่งการ หรือ SMART Command  สั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ที่สามารถสั่งให้โทรออก เปิด-ปิดหรือควบคุมระบบปรับอากาศได้ นอกจากนี้ยังควบคุมหรือจะสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือจะเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่าน  MG Mobile Application  ก็ได้ด้วยเหมือนกัน อีกอย่างคือการเชื่อมต่อหรือ SMART Connect ที่เราสามารถเลือกฟังเพลงผ่าน Online  Music  ได้หรือว่าจะค้นหาร้านอาหารและที่พัก รวมทั้งเรียกดูข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ปัจจุบันจากเว็บไซต์ก็ได้บนหน้าจอในรถ

รวมไปถึงการตรวจเช็กรถ หรือระบบ SMART Check  ที่สามารถสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตูได้ หรือจะตรวจสอบตำแหน่งและค้นหารถ ให้ช่วยค้นหาศูนย์บริการ บันทึกการดูแลรักษารถยนต์ก็ทำได้อีกด้วย เรียกว่าอำนวยความสะดวกกันเต็มที่เลยสำหรับกระบะยุคนี้

จากกรุงเทพฯ ขับมาบุรีรัมย์ และจบที่ขอนแก่น เรา 4 คนสลับกันขับครับ  ขับกันตามสภาพการใช้งานเป็นจริง ทั้งในย่านความเร็วต่ำหรือทางตรงยาวๆก็จะใช้ความเร็วสูงหน่อยแล้วแต่สภาพของการจราจรและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

เพอร์ฟอร์แมนซ์ของเอ็มจีเขาพอตัวครับ การทรงตัวในระดับความเร็วไปที่ร้อยกว่าๆ ที่ได้ทดสอบกันอยู่ที่ราวๆไม่เกิน 160 จัดว่าโอเคครับ แต่ถ้าเกินจากนี้ไปอาจจะรู้สึกโยนๆไปบ้างและมีเสียงลมจากภายนอกตีกระทบดังพอควร  หากลดระดับความเร็วลงก็จะไม่มี

ส่วนของการควบคุมพวงมาลัยนั้น ขับง่ายครับ น้ำหนักเบา เพราะเป็นไฟฟ้า มีครุยซ์คอนโทรล มีแพดเดิ้ล ชิปให้เลือกใช้เพิ่มเติมความสะดวกสบายได้อีกเมื่อขับทางไกลๆ

ด้านอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันพวกเราไม่ได้นำมาคิดกันหรอกครับ เพราะต่างคนต่างขับ ขับตามวิถีของตนเอง เร็วบ้าง ช้าบ้าง  ตามถนัดและความคุ้นเคยของแต่ละคน  หากประมาณคร่าวๆก็น่าจะได้มากกว่า  11 -12 กม. / ลิตรประมาณนี้ครับ ( ข้อมูลจากโรงงานจะได้ 14.1 กม. / ลิตร)

MG EXTENDER  จัดว่าเป็นรถกระบะหรือปิกอัพน้องใหม่ที่เข้ามาเปิดตลาดในบ้านเราอีกแบรนด์นึงที่น่าสนใจไม่น้อยครับ เป็นอีกค่ายหนึ่งที่ต้องจับตามอง เพราะตัวเลขยอดขายรวมเติบโตเร็วมาก  มีโชว์รูม มีศูนย์บริการทั่วประเทศมากกว่า 100  แห่งแล้วในขณะนี้และจะยังขยายต่อไปอีกเรี่อยๆ

การที่มีแบคอัพดีและพร้อมเปิดสงคราม “ราคา”  แม้จะเป็นน้องใหม่ก็ตาม พี่ใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาดก็คงจะประมาทไม่ได้

อย่างราคาของตัวท็อปสุดที่ขับกันนี้อยู่ที่  1,029,000  บาท มีอุปกรณ์มาให้พร้อมครบครันถือว่าดูดีเชียวครับ !

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

 MG EXTENDER รุ่น GIANT CAB (กระบะตอนครึ่ง) 

ราคา (บาท)

 MG EXTENDER GC 2.0 C 6MT

549,000.-

 MG EXTENDER GC 2.0 D 6MT

619,000.-

 MG EXTENDER GC 2.0 GRAND D 6MT

659,000.-

 MG EXTENDER GC 2.0 GRAND D 6AT

719,000.-

 MG EXTENDER GC 2.0 GRAND X 6MT

729,000.-

 

 

 MG EXTENDER รุ่น DOUBLE CAB (4 ประตู) 

ราคา (บาท)

 MG EXTENDER DC 2.0 GRAND D 6MT

759,000.-

 MG EXTENDER DC 2.0 GRAND D 6AT

819,000.-

 MG EXTENDER DC 2.0 GRAND X 6AT

879,000.-

NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT

1,029,000.-

ขนาดของรถวัดจากพื้นฐานของ ตัว Giant Cab เปรียบเทียบกับ Double Cab

 

ความกว้างของรถยนต์ (มิลลิเมตร)

5365

5365

ความยาวของรถยนต์ (มิลลิเมตร)

1900

1900

ความสูงของรถยนต์ (มิลลิเมตร)

1720

1850

จำนวนที่นั่ง

2

5

ขนาดยางล้อ

215/70R15

255/60R18

น้ำหนักรถยนต์ (กิโลกรัม)

1850

2052

ระบบช่วงล่าง

 ช่วงล่างของเอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์ เป็นแบบ  EUROPEAN TUNING SUSPENSION ระบบกันสะเทือนด้านหน้าอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) ด้านหลังแหนบแบบซ้อนแผ่น (Leaf Spring Suspension) ทำงานควบคู่กับช่วงล่างแบบ   BRIT Dynamic ซึ่งให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ในความเร็วต่ำ และให้ความมั่นคงในการขับขี่ที่ความเร็วสูง

ออฟชั่น

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ครบครัน อาทิ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว กุญแจระบบ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ โดยในรุ่น Double Cab ยังมาพร้อมเบาะปรับไฟฟ้าคู่หน้า เบาะหลังพับได้ และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ในขณะที่ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ (Projector) พร้อม Daytime Running Lights บันไดข้าง และกล้องมองหลังพร้อมเซนเซอร์ขณะถอย ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่ในรุ่น Giant Cab แบบยกสูง 

เครื่องยนต์ระบบขับเคลื่อน

เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น 2.0 ลิตร เทอร์โบ แปรผัน ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 375 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ และแบบธรรมดา 6 จังหวะ ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง ECO และ POWER เพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน โดยในรุ่น Double Cab จะมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD) และขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพถนน 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L 

ระบบความปลอดภัย
เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์ มาพร้อมโครงสร้างตัวถังแบบ FSF (Full Space Frame) แบบ Ultra-high Strength Body ด้วยโครงสร้างที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง Thermoforming Steel ในบริเวณเสา A ไปจนถึงเสา B และโครงสร้างโดยรวมใช้เหล็กแบบ High Strength Steel ที่มีความแข็งแกร่งสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงในการขับขี่ พร้อมรับทุกสภาพการใช้งาน และปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย

  • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Braking System)
  • ระบบช่วยเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
  • ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปดติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descend Control System) 
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning System)

นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ รวมถึงกล้องมองภาพ รอบทิศทาง สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า และกล้องมองหลังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่