Honda Accord Turbo EL เครื่อง 1.5 ลิตรใครว่าไม่แรง

  By : ธนันท์รัฐ  กุลวัฒนธเนษฐ์

หลังจากการเผยโฉม ฮอนด้า แอคคอร์ด โฉมใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ในประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี 2561 ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งปี จึงได้มีโอกาสสัมผัสรถยนต์รุ่นนี้อย่างจริงจังกันเป็นครั้งแรก โดยเป็นการทดลองขับในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ 190 แรงม้า ที่เริ่มมีการส่งมอบให้กับลูกค้าไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เป็นการใช้แพลตฟอร์มเดียวกันทั่วโลก ต่างจากรุ่นก่อนๆ ที่หน้าตาจะต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ซึ่งโฉมใหม่นี้ถูกพัฒนาให้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ Dynamic หรือความปราดเปรียว โฉมเฉี่ยว ทั้งในด้านดีไซน์ และสมรรถนะการขับขี่ Captivating หรือความมีเสน่ห์และน่าดึงดูดของรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล่ำสมัย และ Upscale ยกระดับคุณภาพการพัฒนายนตรกรรมให้สง่างาม และเหนือระดับเกินคลาส

โครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแกร่ง มีการขยายฐานล้อเพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร เสาเอมีความลาดเอียงมากขึ้น 100 มิลลิเมตร เพิ่มทัศนะวิสัยการมองด้านหน้า และเส้นสายยังรับกับเสาด้านหลังดูคล้ายรถยนต์แบบคูเป้ มีการลดรอยต่อของหลังคาช่วยเพิ่มความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันและไฟเลี้ยวแบบ LED ไฟท้าย LED ปลายท่อไอเสียแบบคู่ และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

ภายในห้องโดยสาร มีความกว้างกว่ารุ่นก่อน เบาะนั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าลดต่ำลงเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วง มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนังแท้และหนังสังเคราะห์ สามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทางในฝั่งผู้ขับขี่ เบาะนั่งแถวหลังมีพื้นที่ว่างระหว่างขาเพิ่มขึ้น 5 เซ็นติเมตร

แผงคอนโซลเสริมความหรูหราด้วยการตกแต่งลายไม้สีเข้ม ติดตั้งจอเครื่องเสียงแบบ Advanced Touch ขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay รองรับการสั่งการด้วยเสียง Siri ส่วน Android Auto ถึงแม้จะมีปุ่มให้กดใช้งาน แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนี้ มีช่องเชื่อมต่อ USB มาให้ 2 ตำแหน่งเฉพาะด้านหน้า รองรับการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth ขับกำลังเสียงผ่านลำโพงทั้งหมด 8 จุดรอบคัน ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual-zone แยกปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวา

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้าน พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift โดยมีปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์อยู่ด้านซ้ายมือ และปุ่มควบคุมระบบ Cruise control ทางด้านขวามือ มาตรวัดความเร็วเป็นแบบดิจิตอลกึ่งอนาล็อก โดยเข็มแสดงความเร็วยังคงเป็นแบบอนาล็อกปกติอยู่ ขณะที่ฝั่งมาตรวัดรอบจะแสดงผลผ่านหน้าจอสีขนาด 7 นิ้ว ช่วยให้สามารถแสดงข้อมูลได้อย่างหลากหลาย

เพิ่มความสะดวกสบายนอกจากจะมีกุญแจแบบสมาร์ทคีย์แล้ว ยังสามารถใช้รีโมตสตาร์ทเครื่องยนต์และสั่งเปิดเครื่องปรับอากาศจากระยะไกลได้

Honda Accord EL Turbo ใช้ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ i-VTEC TURBO ความจุ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ให้สมรรถนะดีกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร แต่ประหยัดกว่าเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่อยู่ในแอคคอร์ด รุ่นก่อนหน้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT  มีปุ่ม Sport Mode เพื่อเพิ่มอัตราเร่งที่ต้องการการขับขี่แบบความเร็วสูงช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทอิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบมัลติลิงค์อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง มีการพัฒนาให้ลดน้ำหนักลงและลดเสียงสะท้อนสู่ห้องโดยสาร

จากการลองขับในระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร บนเส้นทางของเชียงใหม่ไปยังอำเภอดอยสะเก็ด พบว่าเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบให้พละกำลังดีกว่าเครื่องยนต์ขนาดเดียวกันที่วางอยู่ในรุ่นซีวิค เนื่องจากมีการใช้เทอร์โบที่ต่างกัน อัตราเร่งแซงทำได้อย่างทันใจ ยิ่งเมื่อปรับเป็นสปอร์ตโหมด ยิ่งให้อารมณ์การขับขี่ที่สนุกมากขึ้น การควบคุมพวงมาลัยกระชับ เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ช่วงล่างมีความกระด้างเล็กน้อย แต่ในช่วงความเร็วต่ำจะนุ่มนวลดี ภายในห้องโดยสารเงียบสมกับที่ได้พัฒนาการเก็บเสียงมาเป็นอย่างดี มีการเพิ่มชนวนกันเสียงภายในห้องโดยสารถึง 10 จุด และมีระบบลดเสียงรบกวนด้วยการติดตั้งไมค์รับเสียง 3 จุด ที่จะตรวจจับความถี่เสียงรบกวนและสร้างอีกความถี่เพื่อมาหักล้างเสียงรบกวนนั้น ผ่านทางลำโพงที่ติดตั้งภายในห้องโดยสารสิ่งหนึ่งที่อาจยังไม่คุ้นเคย คือการลดความสูงของเบาะคู่หน้าลง โดยลดความสูงของบริเวณสะโพกของผู้ขับขี่และผู้ตอนสารตอนหน้า จึงทำให้รู้สึกว่านั่งต่ำกว่าปกติ อาจจะต้องใช้ระยะเวลาซักหน่อยถึงจะชิน

หากใครที่กำลังสนใจ Honda Accord 1.5 ลิตร เทอร์โบ กับราคาค่าตัวที่ 1,475,000 บาท ถึงแม้ว่ารุ่นนี้จะไม่มี เทคโนโลยีความปลอดภัย ฮอนด้า เซนซิ่ง มาให้ เชื่อว่าจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะตัดสินใจซื้อหากได้สัมผัสถึงสมรรถนะที่ค่อนข้างดี แต่ถ้าอยากได้ออฟชั่นครบ และต้องขยับขึ้นไปในรุ่น Hybrid หรือ Hybrid Tech ที่ต้องเพิ่มเงินอีก 2 – 3 แสนบาท ก็คงจะต้องคิดหนักอยู่ซักหน่อย