TOYOTA REVO GR SPORT ขับสนุก ช่วงล่างอัพเกรดดีขึ้น แต่ราคาก็อัพขึ้นไปด้วย

TOYOTA REVO GR SPORT คือรถกระบะที่ทางโตโยต้าบอกว่า ขับสนุกขึ้นกว่าเดิม ระบบช่วงล่างดีขึ้น ระบบความปลอดภัยก็ใส่มาให้อย่างที่ควรจะมี ซึ่งรถคันนี้ที่นำมารีวิวเป็นรุ่น TOP สุด ของโตโยต้าที่เป็นรถกระบะทั้งหมด ด้วยราคาค่าตัวที่ 1,299,000 บาท ซึ่งในรุ่นและราคาที่ใกล้เคียงกันที่สามารถเปรียบเทียบได้ก็มี NISSAN NAVARA PRO 4X และ FORD RANGER FX4 MAX ซึ่งเว็บไซต์ carwizard ก็จะพาไปดูรอบคันของรถคันนี้ว่ามีจุดไหนที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง และเหมาะสมกับราคาล้านต้น ๆ หรือไม่ ?

ราคาแต่ละรุ่นของ TOYOTA REVO GR SPORT มีทั้งหมด 2 รุ่น

- TOYOTA REVO GR SPORT DOUBLE CAB 4x2 2.8 GR AT ราคา 889,000 บาท

- TOYOTA REVO GR SPORT DOUBLE CAB 4x4 2.8 GR AT ราคา 1,299,000 บาท

ราคาเปรียบเทียบกับ NISSAN NAVARA PRO 4X และ FORD RANGER FX4 MAX

- NISSAN NAVARA PRO 4X รุ่น DC - PRO 4X 7 AT ราคา 1,149,000 บาท

- FORD RANGER FX4 MAX ราคา 1,189,000 บาท

 

เครื่องยนต์ของ TOYOTA REVO GR SPORT ทั้งรุ่น ขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร VN TURBO 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และยังมี Sequential Shift และ Paddle Shift อีกด้วย ช่วงล่างก็อัพเกรดจากเดิมคือ เพิ่มแหนบจาก 3 แผ่น เป็น 5 แผ่น และโช๊คยังเป็น MONOTUBE SHOCK ABSORBER ระบบเบรกหน้าแบบดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน พร้อมคาลิปเปอร์สีแดง และสัญลักษณ์ GR

ดีไซน์ภายนอกของ TOYOTA REVO GR SPORT จะเป็นดีไซน์ใหม่รอบคัน คือจะมีสติกเกอร์สีขาวดำที่อยู่ภายใต้ GR SPORT โดยรถคันนี้ถูกพัฒนามาจากรุ่น PRERUNNER DOUBLE CAB ก็คือรุ่นนี้จะมีความสูงกว่าตัว ROCCO ที่เคยเป็นรุ่น TOP สุดก่อนหน้านี้ ก่อนที่ตัว REVO GR SPORT จะกลายเป็นรุ่น TOP สุดของโตโยต้าในเวลานี้ ยางของรถคันนี้จะเป็นขนาด 265/60/18 คันนี้จะมีกล้องด้านหน้าและเรดาร์ให้ แปลว่ารถคันนี้จะมีกล้อง 360 องศานั่นเอง ไฟหน้า ไฟตัดหมอกคู่หน้า ไฟเลี้ยวรวมถึงในกระจกด้านข้าง และไฟท้าย เป็นแบบ LED ทั้งหมด กระจกด้านข้างมีกล้องให้ทั้ง 2 ฝั่ง และสามารถพับแบบไฟฟ้าได้ กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ภายใต้ GR SPORT ดูดุดันขึ้น มีช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ และโลโก้โตโยต้าที่จะเป็นตัวหนังสือจากเดิมที่โลโก้เป็นสัญลักษณ์ ด้านข้างประตูทั้ง 2ฝั่ง และด้านท้ายก็จะมีโลโก้ GR SPORT และด้านหลังก็จะมี SPORT BAR สีดำดีไซน์ใหม่ที่จะทำให้รถคันนี้ดูมีความดุดัน แข็งแกร่งมากขึ้น แต่จุดสังเกตุคือ บันไดด้านข้างของรถคันนี้จะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก เวลายืนจะรู้สึกเหมือนยืนไม่เต็มเท้า และด้านท้ายก็มียางอะไหล่มาให้อีกด้วย

ระบบความปลอดภัยใน TOYOTA REVO GR SPORT

- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS

- ระบบกระจายแรงเบรก EBD

- ระบบเสริมแรงเบรก BA

- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC

- ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC

- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC

- ระบบควบคุมส่วนพ่วงท้าย TSC

- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC

- ระบบควบคุมเฟืองท้าย AUTO LIMITED SLIP DIFFERENTIAL

- ระบบล็อคเฟืองท้าย DIFFERENTIAL LOCK

ด้านดีไซน์ภายในของ TOYOTA REVO GR SPORT ก็จะแตกต่างจากตัวก่อนอยู่พอสมควรอย่างเช่น พวงมาลัยที่มีโลโก้ GR SPORT เย็บด้วยด้ายสีแดง เบาะคู่หน้าจะเป็นแบบปรับไฟฟ้าทั้งคู่ เย็บด้วยด้ายสีแดงเช่นเดียวกัน ตรงที่พิงศรีษะก็จะมีโลโก้ GR SPORT หน้าปัดก็จะเป็นดีไซน์ใหม่ด้วยความเป็นสีแดงภายใต้ GR SPORT แต่ถ้านอกเหนือจากนั้นก็ยังเหมือนเดิม รวมถึงปุ่ม PUSH START ก็จะเป็นดีไซน์ภายใต้ GR SPORT แป้นคันเร่งก็จะเป็นทรงสปอร์ตมากขึ้น กล้องมองหลัง และกล้อง 360 องศาของรถคันนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องความชัดของกล้องก็ไม่ได้ชัดมากซะทีเดียวแต่ก็ยังใช้งานได้ คันนี้จะมีโหมดการขับขี่อยู่ 3 โหมดได้แก่ ECO NORMAL SPORT ซึ่งตอนได้ทดลองขับทั้ง 3 โหมดแล้วบอกเลยว่า แรง และขับสนุกทุกโหมดเลยครับ ส่วนพื้นที่ด้านหลังถือว่ามีความกว้างอยู่พอสมควร นั่งแล้วรู้สึกสะดวกสะบาย ไม่อึดอัดเกินไป และยังมีแอร์ด้านหลังมาให้ 2 ช่อง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีช่องเสียบ USB ให้

มาพูดถึงในด้านการขับขี่กันครับ หลังจากได้ทดลองขับแล้วรู้สึกว่าอย่างแรก พวงมาลัยและการควบคุม ถ้าขับด้วยควา่มเร็วต่ำจะรู้สึกว่าพวงมาลัยจะมีน้ำหนักขึ้นนิดนึง แต่ถ้าขับด้วยความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยก็จะเบาลงแต่การควบคุมถือว่าทำได้ดี กระชับ และทำให้มั่นใจในการขับขี่มากขึ้น อย่างที่โตโยต้าได้บอกไว้ว่า รถคันนี้ได้พัฒนาและปรับแต่งให้ขับสนุกมากขึ้น ช่วงล่างดีขึ้น ซึ่งก็รู้สึกว่ามันเป็นแบบที่ทางโตโยต้าบอกแบบนั้นจริงๆ โหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมด ทั้ง ECO NORMAL SPORT ได้ลองทุกโหมดแล้ว ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ โหมด ECO กับ SPORT ซึ่งอัตราการเร่งของโหมด ECO นั้นรอบจะมาช้ากว่าโหมด SPORT อย่างชัดเจน รอบเครื่องจะค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป เสียงเครื่องยนต์จะไม่ค่อยดัง แต่ถ้าเป็นโหมด SPORT เสียงเครื่องจะได้ยินขึ้นชัดเจนแต่ก็ไม่ได้ดังมาก รอบความเร็วตอนเร่งถือว่าใช้ได้เลย เหยียบคันเร่งรอบจะขึ้นมาตามน้ำหนักที่เราเหยียบคันเร่ง ถือว่าขับสนุก แรงใช้ได้เลย ส่วนช่วงล่างการซับน้ำหนัก การกระแทก ถือว่าทำได้ดี ไม่รู้สึกว่ากระด้างเกินไป เพราะการเพิ่มแหนบมาจาก 3 เป็น 5 แผ่น พร้อมช่วงล่างแบบ MONOTUBE SHOCK ABSORBER ทำให้ช่วงล่างหนึบ และ นุ่มขึ้น ส่วนการเข้าโค้งถ้าไม่ได้ใช้ความเร็วสูงก็ทำได้ดี แต่ถ้าอยู่ในความเร็วสูง จะมีอาการโยนอยู่บ้าง จะรู้่สึกได้เลย แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมาทดลองขับกันดูนะครับ เพราะแต่ละสไตล์ของแต่ละคน ฟิลลิ่งการขับก็จะแตกต่างกัน บางคนอาจจะชอบ บางคนอาจจะเฉยๆ หรือไม่ชอบก็ได้

สรุป ถ้าใครที่กำลังตัดสินใจซื้อรถกระบะแล้วกำลังลังเลอยู่ แนะนำว่าให้รอประมาณ 1-2 ปีข้างหน้า เราอาจจะได้เห็น ALL NEW ของหลายยี่ห้อแน่นอน แต่ในตอนนี้ก็จะเป็น MINOR CHANGE ครั้งสุดท้ายที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ถ้าใครไม่อยากรอตัว ALL NEW ก็ลองตัดสินใจดูนะครับ ส่วนใครที่เพิ่งจะถอยโตโยต้ารุ่น PRERUNNER หรือว่า ROCCO มาไม่นาน ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะทั้งสองรุ่นที่กล่าวไปนั้น ทั้งภายนอกและภายในรวมถึงสมรรถนะการขับขี่ ไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไร แต่ถ้าพอจะมีสตางค์มากหน่อยแล้วอยากจะเปลี่ยนให้ดูเท่กว่าเดิมก็จัดไปครับ โดยทั้งหมดที่ว่ามาก็อยู่ที่การตัดสินใจของทุกๆคนว่าคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ