ลองขับอีกครั้ง กับ Ford Ranger Raptor

  By : ธนันท์รัฐ  กุลวัฒนธเนษฐ์

 

  

ยังคงเป็นกระแสร้อนแรงในวงการยานยนต์อยู่ไม่น้อย สำหรับ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร๊พเตอร์ รถกระบะสมรรถนะสูงและแพงที่สุดในตลาดเมืองไทย วันนี้ทีมงานพ่อมดรถยนต์ได้มีโอกาสไปทำความรู้จักกับเจ้า แร๊พเตอร์ กันอีกครั้งหนึ่งที่จังหวัดพังงา ก่อนอื่นไปดูรายละเอียดว่ารถกระบะคันนี้ มีอะไรที่แตกต่างไปจาก เรนเจอร์ ไวลด์แทร็ก กันบ้าง

เริ่มกันที่รูปร่างภายนอกกันก่อน ตัวถังของแร๊พเตอร์ มีความยาวมากกว่า เรนเจอร์ ไวลด์แทร็ก 36 มม. มีความกว้างมากกว่า 178 มม. ตัวรถถูกยกให้สูงอีกกว่า 58 มม. ส่งผลให้ใต้ท้องรถสูงขึ้น 53 มม. ทำให้สามารถลุยน้ำได้ลึกมากกว่าเดิม หรือที่ 850 มม.

การตกแต่งรอบคันเน้นความดุดัน และเพิ่มอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับการลุยมากยิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งแผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่องที่ทำจากวัสดุเหล็กกล้า มีตะขอเกี่ยวแบบคู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังบริเวณซุ้มล้อทั้ง 4 ตีโป่งให้มากขึ้น เฉพาะซุ้มล้อคู่หน้า ใช้วัสดุคอมโพสิต ทนต่อการบุบ และรอยขีดข่วนอีกทั้งยังเพิ่มขนาดให้ใหญ่โตขึ้น เพื่อรองรับระยะช่วงยุบช็อคอัพที่มากขึ้น ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางแบบออลเทอร์เรน ของ BF Goodrich ขนาด 285/70 R17 ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับ Ranger RAPTOR โดยเฉพาะ และมีบันไดข้างอลูมิเนียมหุ้มด้วยวัสดุกันลื่น ทำให้การขึ้น-ลงรถสะดวกมากขึ้น ออกแบบมารองรับการระบายทราย-โคลน และ ป้องกันหินกระแทก

ภายในห้องโดยสารถูกยกชุดมาจาก เรนเจอร์ รุ่นปกติ แต่เสริมด้วยการตกแต่งสำหรับรุ่น Raptor โดยเฉพาะ เบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนังสลับ Alcantara ช่วยยึดรั้งร่างกายให้อยู่กับที่ในขณะเข้าโค้ง ตัวเบาะฝั่งคนขับมีระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พวงมาลัยหุ้มหนัง พร้อมแถบสีแดงตรงกลาง มีแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ทำมาจากวัสดุแมกนีเซียม ปุ่มกดด้ายซ้ายบนพวงมาลัยติดตั้งปุ่มควบคุม Terrain Management เพื่อเรียกโหมดขับขี่ต่างๆ ซึ่งระบบนี้จะไม่มีในเรนเจอร์รุ่นปกติ

ที่นี้มาดูกันว่า Terrain Management ที่ปรับได้ถึง 6 รูปแบบ มีการทำงานหลักๆ อย่างไรบ้าง Normal Mode ใช้สำหรับการขับขี่ปกติ Sport Mode เน้นขับขี่ทางเรียบ เพิ่มความฉับไวในการเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่องยนต์สูงกว่าปกติ พวงมาลัยหนืดมากกว่าปกติ Snow/Grass Mode เน้นขับแบบ 4H บนทางออฟโรดพื้นผิวลื่น ออกตัวด้วยเกียร์ 2 Sand Mode เน้นใช้เกียร์ต่ำเพิ่มแรงบิด ให้รถเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ โดยล้อไม่จมทราย Rock Mode ขับขี่แบบ 4L ขึ้นทางลาดชันในความเร็วต่ำ และใช้เกียร์ต่ำเท่านั้น และสุดท้ายกับ Baja Mode เน้นขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง ปิดระบบ Traction Control เพื่อป้องกันการแทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รอบเครื่องยนต์สูงกว่าปกติ และเพิ่มความไวในการเปลี่ยนเกียร์

ขุมพลังของ แร๊พเตอร์ มาจากเครื่องยนต์ดีเซล อีโค่บลู 2.0 TDCi 1,996 ซีซี 16 วาล์ว เทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 ลูก กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ

ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบ ปีกนกคู่ Double Wishbone ผลิตจากอะลูมีเนียมน้ำหนักเบา ดูดซับแรงสะเทือนขณะขับขี่ได้ดีขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหลัง เปลี่ยนจากแหนบ มาเป็นแบบวัตต์ลิงค์ พร้อมติดตั้งโช้คอัพ ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง ฟอร์ด และ Fox ผู้ผลิตช็อกอัพ 4×4 ชื่อดัง ออกแบบและพัฒนาFox Racing Shox 2.5 ขึ้นมาเป็นพิเศษให้กับ แร๊พเตอร์ โดยเฉพาะ

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่แตกต่างระหว่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กับ ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นไวล์ดแทร็ก ส่งผลให้ราคาค่าตัวของ แร๊พเตอร์ สูงกว่ารุ่นท๊อปสุดของเรนเจอร์รุ่นปกติถึง 4 แสนบาทครับ

ก็ถึงเวลาที่เราจะได้ควบเจ้าแร๊พเตอร์ ไปยืดเส้นยืดสายกันอีกครั้ง บนเส้นทางเลียบอันดามัน จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปยังพังงา สู่สถานที่ท่องเที่ยวอันซีนอีกแห่งของไทย ที่หลายคนคงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน กับการเดินทางด้วยรถยนต์กระบะสุดแกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร๊พเตอร์ The Mysterious Journey

การเดินทางเริ่มต้นจากสนามบินสุราษฎร์ธานี มุ่งหน้าไปยัง อำเภอกะปง จังหวัดพังงา จากนั้นใช้เส้นทางธรรมชาติไปตามทางลาดชันและคดเคี้ยว ไต่ระดับขึ้นสู่ยอดภูตาจอ เส้นทางที่ลำบากแบบนี้  สามารถขับรถขึ้นไปได้ด้วยรถยนต์แบบขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น ด้วยสภาพเส้นทางที่มีหลากหลายรูปแบบ จึงต้องใช้โหมดการขับขี่ให้เหมาะสม อีกทั้งรถยนต์คันนี้มีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา ทำให้รถสามารถผ่านระยะทางอันแสนลำบากกว่า 13 กิโลเมตร สู่จุดที่สูงสุดของจังหวัดพังงา ที่ภูตาจอนั่นเอง

จุดหมายต่อไปเรานำ แร๊พเตอร์ ลงเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือบ้านน้ำเค็ม ข้ามไปยัง เกาะคอเขา ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน เกาะแห่งนี้น้อยคนนักจะรู้จัก มีชายหาดทอดตัวยาวที่เงียบสงบ และสามารถชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้อย่างสวยงาม ทางฟอร์ดได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ ให้นำรถเขาไปถ่ายรูปสวยๆ และได้ปรับปรุงคืนสภาพดังเดิมในภายหลัง

วันรุ่งขึ้น เดินทางไปยัง ทุ่งสนามบิน ซึ่งเคยเป็นสนามบินของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถูกจำลองเป็นสนามทดสอบสมรรถนะของ แร๊พเตอร์ โดยเฉพาะโหมดการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง หรือ โหมด Baja ที่มาพร้อมช็อคอับฯคู่ด้านหน้าและหลังของ FOX Shock เพื่อซับแรงกระแทกเมื่อขับขี่บนเส้นทางที่เป็นกรวด หญ้า ทรายและเป็นหลุมเป็นบ่อ การทดสอบนี้ใช้รถเพียงแค่ 4 คัน แต่มีผู้ร่วมทดสอบราว 30 คน รถจึงถูกทดสอบอย่างหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ระบบทั้งหมดไม่แสดงอาการรวนให้เห็นเลยแม้แต่น้อย หลังจากขึ้นเนินบินและลงมายังพื้นแล้ว ต้องเบรกในทันทีก็มั่นใจได้ว่ารถจะหยุดโดยไม่พุ่งไปชนต้นไม้ข้างหน้าอย่างแน่นอน

จุดต่อไปเป็นการขับผ่านร่องน้ำแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบ Diff Lock ที่ระบบจะล๊อกเฟืองท้ายไม่ให้ล้อที่ลอยหมุนฟรี และถ่ายโอนกำลังไปยังล้อที่ติดพื้นเพื่อส่งให้รถผ่านอุปสรรคไปได้อย่างสบาย การขับขี่ในลักษณะนี้ ตัวรถจะถูกบิดไปมา ตามจังหวัดของล้อที่ขึ้นและลงไม่เท่ากัน แต่การออกแบบตัวถังที่ลดอาการบิดตัว การประกอบชิ้นส่วนแน่นหนา ไม่ปรากฏเสียงลั่นจาการบิดของชิ้นส่วนต่างๆ ให้ได้ยินเลย

จากนั้นเป็นการทดสอบการขับขี่บนทางทราย ด้วยระบบ sand mode ที่ช่วยให้รถเคลื่อนที่ไปบนทางทรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยล้อไม่จมและติดในทราย

อำลาเกาะคอเขา เพื่อเดินทางต่อไปชมความสวยงามของธรรมชาติ หรือ กะปง แกรนด์ แคนยอน ที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ในอดีต ด้วยการฉีดน้ำจนทำให้ทรายไหลมากองรวมกัน ต่อมาถูกน้ำกัดเซาะจนเกิดเป็นรูปร่างแปลกตาอย่างที่เห็นกัน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นรถกระบะที่แพงด้วยสมรรถนะที่สูงกว่ารถกระบะทั่วไป คงไม่มีใครจะซื้อไปเพื่อโดดเนินเหมือนอย่างที่สื่อมวลชนได้ทดสอบไปอย่างแน่นอน ทางกลับกันรถยนต์ที่ดีก็สามารถพาไปยังจุดหมายที่รถยนต์อื่นๆ ไม่สามารถไปถึงได้ แล้วถ้าคุณมีกำลังที่จะซื้อรถยนต์รุ่นนี้ได้ เชื่อว่าคงตัดสินใจได้ไม่ยาก