ลองขับ HAVAL- H6 ราคาล้านสองกว่าๆ สมรภูมินี้มี “เลือดสาด”

 

ในที่สุดราคาของ Haval H6 เครื่องยนต์ Hybrid ก็เปิดออกมาแล้วอย่างเป็นทางการเมื่อค่ำวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ตัวรอง Top รุ่น Pro  เคาะจบที่ 1,149,000 บาท

ส่วนตัว Top สุดรุ่น Ultra จบที่  1,249,000 บาท  แพงกว่าตัวรองแสนนึง !

และอีกในที่สุดก็คือสื่อมวลชนเกือบจะทุกสำนักก็ได้สัมผัสการขับขี่กันไปเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน

ก่อนการเปิดราคาขายเป็นทางการ ทางเกรทวอลล์ ฯ ได้จัดให้สื่อมวลชนไปทดลองขับกัน เพื่อจะได้รู้รสชาดสินค้าจากกำแพงเมืองจีนอย่าง Haval H6 เครื่องยนต์ไฮบริดนี้ว่าเป็นอย่างไร ?

เมื่อได้หมายเชื้อเชิญมา ก็ไม่ได้อิดออดรีบตอบรับกลับไปทันที เพราะอยากขับมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ได้เพียงแค่ไปเห็นหน้าค่าตากันมาแล้วหลายต่อหลายรอบแต่ก็ยังไม่ได้ขับสักที มาวันนี้ได้ลองขับกับเส้นทางไม่ไกลมากนักจากกรุงเทพ ฯไปอ่างเก็บน้ำหนองค้อ จ.ชลบุรี ระยะทางไปกลับก้อราวๆ 100 กว่ากิโลฯ พอหอมปากหอมคอ

ย้อนกลับไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นตัวจริงก็แอบนิ่งเงียบไปสักพัก เออ ! มันใหญ่เหมือนกันนะ ดูจากในรูปแต่แรกๆก็ไม่คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้ มาเจอะเจอตัวเป็นๆ ใหญ่ๆ สดๆ อย่างนี้แล้วน่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับขาใหญ่เจ้าถิ่นได้แน่ๆ

ในวันที่ได้ลองขับไปชลบุรีนั้น ทางเกรทวอลล์ ฯ จัดให้ขับรุ่น Ultra ซึ่งเป็นตัวท็อปสุด ราคา 1,249,000 บาทกัน  ตัว Top รุ่นนี้เขามีอะไรดีบ้าง เรามาดูข้อมูลตามสเปคของ H6 กัน

เปิดกระโปรงขึ้นมาก็จะเจอกับเครื่องยนต์แบบไฮบริด เป็นเครื่องยนต์เบนซินมีขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ ซูเปอร์ชาร์จ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 243 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 530 นิวตันเมตร

ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติชื่อ DHT ซึ่งประกอบไปด้วยยระบบเกียร์ที่เครื่องยนต์หนึ่งชุด 2 สปีด และระบบส่งกำลังจากมอเตอร์อีกหนึ่งชุด โดยการทำงานของระบบไฮบริดจะเป็นแบบผสมผสานทั้งอนุกรม (Series) และแบบขนาด (Parallel) แบตเตอรี่มีความจุ 1.6kWh อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทางค่ายเขาบอกว่าทำในเวลา 8.9 วินาที

เครื่องยนต์ 1.5  นี้จริงๆแล้วน่าจะถือว่าเป็นเครื่องยนต์ขนาดกลาง ๆ  แต่นางเติมเทอร์โบเข้าไป มันก็จะให้พลังราวๆเครื่องพันแปดฯ บวกกับการทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า เรียกม้ามารวมกันได้คอกใหญ่ 243 ตัวนี่จัดว่าจี๊ดจ๊าดไม่ธรรมดาแน่นอนครับ

ในส่วนของการออกแบบด้านหน้า สิ่งที่เห็นเด่นเป็นสง่า ประเภทที่ว่าต้องหยุดดูสักแป๊ปนึง นั้นก็คือกระจังหน้าสีโครเมี่ยมที่มันเงาวาวแสบตา มีรูปแบบคล้ายเกล็ดปลาที่ถูกเรียงทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ (รุ่น PRO ใช้พลาสติกสีดำเงา) พร้อมฝั่งโลโก้ HAVAL H6 ดูสะดุดตาอยู่เหมือนกัน

ส่วนไฟหน้าในหนึ่งโคมจะบรรจุไปด้วย ไฟสูง ไฟเลี้ยว ไฟ Daytime Running Light แต่ก็ถูดีไซน์บีบอัดมาให้เรียวเล็ก เชื่อมยาวไปเข้ากับแก้มข้างๆซุ้มล้อ กันชนหน้าก็ถูกหลอมรวมเป็นชิ้นดียวกันกับกระจังที่พูดไปก่อนหน้า ด้านมุมๆกันชนมีไฟตัดหมอกดวงเล็กๆที่สว่างมากๆฝังอยู่ด้วย

โป่งซุ้มล้อ ถูกดึงออกด้านข้างเล็กน้อย เพื่อปรับให้แก้มข้างและโป่งซุ้มล้อสอดรับกับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 19 นิ้ว สำหรับรุ่น ULTRA ยางติดรถจากโรงงาน Goodyear Efficientgrip Performance SUV ไซส์ 225/55 R19 99V กรอบกระจกมองข้างสีทูโทน ใช้สีตัวถังด้านบนของกรอบกระจกมองข้าง ส่วนด้านล่างเป็นพลาสติกสีดำ หลังคาแบบ Panoramic Roof หลังคากระจกทำงาน เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า

ด้านหลังก็ตามภาพแถบไฟท้ายพาดยาว เชื่อมไฟท้ายทั้งสองฝั่งจากซ้ายจรดขวา LED taillight strip กึ่งกลางของฝาท้ายตกแต่งคาดกลางด้วยชิ้นงานพลาสติกโครเมียม สัญลักษณ์ GWM ที่มุมด้านขวาและคำว่า H6 HEV ตรงมุมด้านซ้ายของฝาท้าย กันชนหลังบริเวณมุมทั้งสองข้างติดตั้งพลาสติกสะท้อนแสงมัลติรีเฟลกเตอร์ ชายล่างของชุดกันชนหลังติดตั้งพลาสติกกันกระแทกสีดำ พร้อมตำแหน่งของเซนเซอร์หลัง 4 จุด ท่อระบายไอเสียมองไม่เห็นเนื่องจากมีการออกแบบให้ชิ้นงานพลาสติกที่ปิดทับ เรียกง่ายๆก็คือดีไซน์แบบ”ซ่อนท่อ” ตามภาษาวัยรุ่นราวๆนั้น

การออกแบบภายในขอบอกเลยว่ากินขาดมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการดีไซน์และคุณภาพของวัสดุที่อยู่ในเกรดระดับรถยุโรป ทั้งผิวสัมผัสของหนังและปุ่มคอนโทรลต่าง ๆ รวมถึงฟังก์ชันการใช้งาน แต่มันก็มีจุดขัดใจอยู่ตรงที่ไอปุ่มปรับโหมดการขับขี่เนี่ย แทนที่จะมีแยกออกมากลับกลายเป็นว่าต้องเข้าไปตั้งค่าข้างในจอ มันก็คงมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ทางผมว่าไม่ชอบเพราะมันไม่สะดวก แต่ถ้าจะมองในเรื่องของความปลอดภัยก็เยี่ยมกู๊ดไปเลย

ตรงกลางระหว่างคนขับและคนนั่งข้างๆ มีการแบ่งแยกอย่างชัดแจน มีแท่นตรงกลางหรือจะเรียกหรูๆว่าคอนโซลกลางนั้นแหละ ยกขึ้นมา โดยตรงนั้นก็จะมีปุ่มควบคุมแอร์ทั้งหลายและเกียร์

ความบันเทิงต่างๆ ก็มีมากมาย Multi Information Display ขนาด 10 นิ้ว (บริเวณด้านหน้าผู้ขับ), Intelligent Multimedia Touchscreen (จอกลาง) ขนาด 12 นิ้ว (รุ่น Pro ใช้จอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว) รองรับ Apple Car play, Android Auto พร้อมฟังค์ชันตอบโต้ด้วยเสียงอัจฉริยะผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่สามารถจดจำเสียง ช่วยลดการสัมผัส และความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

ระบบความปลอดภัย

ระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)

กล้องติดรถยนต์ ADAS ที่ประสานกับชิปควบคุมการขับเคลื่อนอัตโนมัติ EYEQ4 ของโมบายอาย

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (ICA)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA)

เป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อใช้ความเร็วต่ำ

ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI)

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA)

ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)

ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK)

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK)

ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD)

ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)

ระบบตรวจจับและตีความหมายป้ายจราจร (TSR)

ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (VSC)

ระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC)

ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA)

ระบบป้องกันการไหลของรถโดยการเบรกอัตโนมัติ (AVH)

ระบบช่วยเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรก (HBA)

ระบบลดความเสี่ยงที่จะพลิกคว่ำ (ARS)

ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS)

กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา

ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IAP)

ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)

ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA)

ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู (DOW)

ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ (DFM)

ระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety)

ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง

คุยกันหลังขับ

ด้วยความที่เป็นเครื่อง 1.5 เทอร์โบ บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า  มันแรงมาก เหยียบสนุก อัตราเร่งมาไว แต่ไม่ได้มาแบบกระชาก กระโชกโฮกฮาก มาแบบผู้ดีมาเรื่อยๆ เติมเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็ลอยไป 150 กว่าแล้ว ด้วยความที่รถมันนิ่งมากบางทีพอขับไวๆมันเลยไม่ค่อยรู้ตัว แต่เมื่อขับเลยความเร็ว 100-120 กม/ชม ขึ้นไปจะมีเสียงเข้าห้องโดยสารมาบ้าง ทั้งเสียงลม เสียงเครื่อง เสียงมอเตอร์ แต่ไม่ได้เข้าจนน่าเกลียดนะ เข้ามาแบบที่เปิดเพลงก็ยังฟังรู้เรื่องได้อารมณ์อยู่ แต่ถ้าให้มองกลับกันมันก็ได้ฟีลลิ่งอยู่ ขับรถแรงๆมันก็ต้องมีเสียงเครื่องเข้ามาบ้างเพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณสิงห์นักขับภายในตัว

การเกาะถนนทำได้ดีเยี่ยม ช่วงล่างนิ่ม ไม่กระด้างทำออกมาได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ถึงขั้นขนาดรถราคา 3-4 ล้าน ขับเร็วๆก็พอเบาใจไปได้บ้าง แต่ทางที่ดีก็ขับในความเร็วที่พอเหมาะพอควรไว้ก่อนดีกว่า เข้าโค้งก็ไม่น่าเกลียดทำได้ดี ไม่โยนไม่ยวบ มั่นใจได้ เบรกต้องมีการกะระยะเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้นิดนึง ไม่ได้กดแล้วอยู่แบบเบรกใหญ่ประสิทธิภาพดี ต้องมีการเผื่อเอาไว้บ้างเพื่อความปลอดภัย ซึ่งในอนาคตต้องได้รับการปรับปรุงมาอย่างแน่นอน

ความปลอดภัยในการขับขี่และความสะดวกต่างๆก็ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจนะ เอาเรื่องของความปลอดภัยก่อนรถคันนี้มีเสียงเตือนรอบคัน มีรถมาในมุมอับก็ร้องเตือนเราแล้ว ไม่ได้มีแค่ไฟโชว์แจ้งเตือน แต่บางทีก็ร้องจนบ่นออกมาบ้างว่าร้องเก่งเหลือเกินนะ

ตัวช่วยทำให้อยู่ในเลนเห็นพี่ๆหลายท่านบ่นว่ากระชากกลับแรงเกินไป หรือบางทีเวลาเบ้ไปซ้ายหรือขวาแล้วรถสองคันมาประกบพวงมาลัยมันดึงกลับไปกลับมาอาจจะเกิดอันตรายได้ แต่ส่วนตัวเอาอยู่ ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีปัญหามากขนาดนั้น

ด้านตัวช่วยการขับขี่นี่ก็มีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะตัวช่วยจอด ซึ่งส่วนตัวพึ่งเคยเห็นการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติในช่องจอดที่เป็นแนวทแยง แม่เจ้า มันทึ่งมาก ฉลาดเหมือนจบปริญญามา ก็ทำใจมาระดับหนึ่งว่าอาจจะไม่เจอเรื่องพวกนี้ที่ไหนได้ ให้มาแบบมากกว่าที่คิด

และอีกอันที่ชอบมาก คือการนำรถออกจากช่องจอดและตัวช่วยถอยกลับจุดเริ่มต้น อันนี้ขอยกตัวอย่างให้ฟัง อย่างเช่นคุณผู้ชมขับรถเข้าไปข้างในซอยมือและแคบ จะออกมาดูท้ายดูสถานการณ์ก่อนถอยออกมันก็อันตรายไป พอคุณผู้ชมเปิดโหมดนี้ปุป มันจะถอยพาคุณผู้ชมออกมาเอง มันยอดเยี่ยมมากๆ

โดยรวมแล้วถ้าจะถามว่าดีไหมตอบได้เลยว่าดี ฉลาดไหมบอกได้เลยว่ามาก น่าขับไหมก็ต้องตอบว่าอย่างถึงที่สุด

เห็นราคาที่เปิดตัวมาล้านต้นๆ พร้อมกับ “ อัดของ” มาแน่นเพียบทั้ง 2 รุ่นแล้ว บอกตรงๆว่าสมรภูมิรบของตลาด SUV สนามนี้มี “เลือดสาด” แน่นอนครับ !!!