ประกาศใช้ พรบ.จร. ฉบับใหม่ ตัดแต้มคะแนนหมดพักใบขับขี่ 90 วัน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติ จราจรทางบก (ฉบับที่ 12 ) พ.ศ.2562 ว่าด้วยเรื่องของการปรับปรุงและออกกฏหมายการจราจร  โดยได้นำหลักการตัดคะแนนการขับขี่กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง แต่เดิมประเทศไทยมีการตัดแต้มใบขับขี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยตัวผู้ขับขี่จะมีคะแนน 12 คะแนน และจะถูกลดทอนลงตามประเภทความผิดต่างๆ

1.กระทำผิดต่อตนเอง แต่ไม่กระทบสาธารณะ จะถูกตัดครั้งละ 1 คะแนน เช่น ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่สวมหมวกกันน็อค  ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด

2.ความผิดปานกลางที่ทำให้สาธารณะได้รับผลกระทบ จะถูกตัดครั้งละ 2 คะแนน เช่น ฝ่าไฟแดง ขับรถย้อนศร

3.ความผิดรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อสังคม จะถูกตัดคะแนนเพิ่มขึ้น เช่น เมาแล้วขับ เสพยาเสพติดแล้วขับรถ ชนแล้วหนี

ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ผู้ใดถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถจนหมดคะแนน ตามที่กำหนดไว้ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในแต่ละท้องที่สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ผู้นั้นคราวละเก้าสิบวัน หากแต้มนั้นถูกตัดจนหมดครบ 3 ครั้ง จะถูกพักใบอนุญาตการขับขี่ 1 ปี แต่หากกลับมามีคะแนนและถูกตัดจนหมดอีกครั้ง จะต้องถูกระงับใบอนุญาต 3 ปี ถึงจะสามารถยื่นเรื่องในการทำใบขับขี่ได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบ ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด ตามข้อกฏหมายที่ว่า

"มาตรา ๑๔๐/๓ ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรพบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามในการได้รับใบอนุญาตขับขี่ ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจยึดใบอนุญาตขับขี่ หรือบันทึกการยึด ใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ขับขี่ผู้นั้น โดยแจ้งการสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ พร้อมด้วยเหตุผลในการสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ให้ผู้ขับขี่ดังกล่าวทราบ พร้อมทั้งมอบหลักฐานการสั่งยึด ใบอนุญาตขับขี่นั้นให้แก่ผู้ขับขี่ไว้เป็นหลักฐาน

นอกจากกรณีที่โดนยึดใบขับขี่เพราะแต้มหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสามารถระงับหรือยึดใบขับขี่ได้ หากผู้ขับขี่อยู่ในสภาพที่จะเกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นหากขับขี่ต่อไปได้เช่นกัน ตามข้อกฏหมาย มาตรา ๑๔๐/๒ ใจความว่า

“ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรได้ว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ผู้ใด ตามมาตรา ๑๔๐ แล้ว หากเจ้าพนักงานจราจรเห็นว่าผู้ขับขี่ผู้นั้นอยู่ในสภาพที่หากให้ขับรถต่อไป อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่น ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจ ยึดใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ดังกล่าว หรือบันทึกการยึดใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือระงับการใช้รถเป็นการชั่วคราวเพื่อมิให้ผู้นั้นขับรถ และให้เจ้าพนักงานจราจรคืนใบอนุญาตขับขี่ หรือยกเลิกการบันทึกการยึดใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือยอมให้ผู้ขับขี่ขับรถได้ เมื่อผู้ขับขี่นั้นอยู่ในสภาพที่สามารถขับรถต่อไปได้หรือเมื่อเจ้าพนักงานจราจรแน่ใจว่าผู้ขับขี่จะไม่ขับรถ ในขณะที่อยู่ในสภาพดังกล่าว ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและอธิบดีกรมการขนส่งทางบกร่วมกันกำหนด”

นอกเหนือจากนี้ยังมีในเรื่องประเด็นของการพกใบอนุญาตการขับขี่ ว่าผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีใบขับขี่อยู่ที่ตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวจริง สำเนา หรือ ใบขับขี่แบบดิจิทัล การที่มีใบขับขี่แบบใดแบบหนึ่งอยู่ที่ตัวถือว่าปฏิบัตตามกฏหมายแล้ว ซึ่งในข้อนี้ก็ถือเป็นการตอบคำถามของข้อถกเถียงที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ว่าใบขับขี่แบบดิจิทัลนั้นสามารถแทนตัวจริงได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องของการออกใบสั่งก็มีข้อกำหนดที่ชัดเจนใน พรบ. ฉบับนี้ ว่าโทษที่มีการจำคุกไม่เกิน 2 เดือน เสียค่าปรับเพียงอย่างเดียว หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น สามารถออกใบสั่งหรือตักเตือนแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นการแปะ ห้อย ติด ไว้ที่ตัวรถ จะถือว่าเจ้าของรถ หรือผู้ขับขี่นั้นได้รับใบสั่งแล้ว

การจะกลับมามีแต้มในใบขับขี่อีกครั้ง มีทั้งสิ้น 2 วิธี คือ การไปอบรบเพื่อเพิ่มคะแนนใบขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นที่ กรมขนส่งทางบก หรือทางโรงเรียนสอนขับรถที่กรมขนส่งทางบกรับรอง เพื่อทำเรื่องในการขอฝึกอบรมแล้วให้ทางโรงเรียนยื่นเรื่องเข้ากรมขนส่งทางบกหลังจบการอบรมแล้วคะแนนก็จะกลับมาตามเดิม อีกวิธีคือรอจนครบ 1 ปี คะแนนก็จะกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งโดยอัตโนมัติ

เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้ การบังคับใช้กฎหมายและการจัดระเบียบการจราจรทางบกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์แก่ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยและสวัสดิภาพของประชาชน และประโยชน์สาธารณะ อย่างอื่น ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว