Motor Show 2021 จะมีรถใหม่รุ่นใดมาแสดงตัวบ้าง!!

ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับงานรถยนต์สุดยิ่งใหญ่ที่ทุกคนรอคอย อย่าง Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 42 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม - 4 เมษายน 2564 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น.มีค่ายใหญ่ตบเท้าเข้าร่วมมากมายหลาย Segment ทั้งจากทุกฝั่งโลก และแน่นอนว่างานนี้จะได้ยลโฉมรถใหม่ที่พึ่งเปิดตัวและเตรียมเปิดตัวภายในงานอย่างแน่นอน วันนี้เว็บไซต์ carwizard จะพาไปดูว่าจะได้พบกับรุ่นใดบ้าง

เริ่มกันที่รถฝั่งบ้านเราอย่างเอเชียกันก่อน

1.ISUZU

อีซูซุจัดเต็มยกทัพนำรถรุ่นเด่นมาจัดแสดง และมีข่าวมาว่าภายในงานมอเตอร์โชว์ 2021 นี้ จะมีรุ่นพิเศษมาเปิดตัวภายในงาน สำหรับ ALL-NEW ISUZU MU-X และ ALL-NEW ISUZU D-MAX ซึ่งแน่นอนว่ามีโปรแรงมาเอาใจลูกค้าอย่างแน่นอนภายในงานปีนี้ ต้องรอติดตาม

ALL-NEW ISUZU MU-X

ราคา

ดีเซล 1.9 เทอร์โบ

1.9 ACTIVE AT 2WD 1,109,000 บาท

1.9 LUXURY MT 2WD 1,254,000 บาท

1.9 LUXURY AT 2WD 1,304,000 บาท

1.9 ELEGANCE AT 2WD 1,349,000 บาท

1.9 ULTIMATE AT 2WD 1,434,000 บาท

ดีเซล 3.0 เทอร์โบ

3.0 ULTIMATE AT 2WD 1,479,000 บาท

3.0 ULTIMATE AT 4WD 1,579,000 บาท

เครื่องยนต์

- เครื่องยนต์ 3.0 Ddi Blue Power กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร

- เครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power Gen 2 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร

โดยมีทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic และ Sequential Paddle Shift ถ่ายทอดจังหวะเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วและลื่นไหล และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อมระบบ Genius Sport Shift แรง เร็ว เร้าใจ ด้วยอัตราทดเกียร์ต่อเนื่อง

การออกแบบ

ไฟหน้า Bi-LED Projector ดีไซน์แบบ Arrow Signature พร้อมไฟตัดหมอก LED ไฟท้าย LED ดีไซน์แบบ Winglet Signature โคมไฟ 3-Line LED กระจังหน้าแบบ World Cross Flow เส้นข้างตัวถัง และเส้นโครเมียมขอบกระจก ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ไดนามิคดีไซน์ คมเข้ม ดุดัน ขนาด 20” ( รุ่น Ultimate ขนาด 18” รุ่น Luxury และ Elegant รุ่น Active ขนาด 17” )

มิติห้องโดยสารออกแบบใหม่Impressive Craftsmanship คอนโซลหน้าเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับคอนโซลกลาง เบรกมือไฟฟ้า ระบบ Auto Brake Holdและปลดเบรกอัตโนมัติเมื่อแตะคันเร่ง Ambient Light และ Dome Light พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น Sequential Paddle Shift เบาะนั่งดีไซน์หรูสี Saddle Brown ตัดเย็บด้วยวัสดุพิเศษ พร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ฟิลเตอร์กรองฝุ่น PM 2.5

 

2.NEW SUZUKI SWIFT

รุ่นนี้ทำการเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ทีผ่านมา สำหรับรถไซส์มินิระดับตำนานของค่ายซูซุกิ

ราคา

รุ่น GL  557,000 บาท

รุ่น GLX 629,000 บาท

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์เบนซิน รหัส K12M 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 83 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที

การออกแบบ

ได้ปรับโฉมเพิ่มลุคสปอร์ตปราดเปรียวที่กระจังหน้าตกแต่งโครเมี่ยมแบบใหม่ ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยปัดเงาใหม่ขนาด 16 พร้อมไฟหน้า LED Projector และไฟท้าย LED โดยมิติของตัวรถมีความยาว 3,845 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,735 มิลลิเมตร ความสูง 1,495 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,450 มิลลิเมตร

ภายในห้องโดยสารสีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินสไตล์สปอร์ต กว้างสบายรองรับการใช้งานได้หลากหลาย มาตรวัดตกแต่งลายเส้นสีแดง พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape เพิ่มพื้นที่วางขาและปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งทรงสปอร์ตโอบกระชับสรีระ

จัดเต็มระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์ครบครันและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเพื่อให้สามารถขับขี่ตลอดเส้นทางได้อย่างสบายและสนุก ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับทุกการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay, Android Auto และ Bluetooth

3.MAZDA

MAZDA 2 2021 COLLECTION

คันนี้ก็เปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นรุ่นพิเศษเพื่อต่อยอดความสำเร็จของรถ MAZDA 2 ซึ่งมาทั้งในรูปแบบ 4 ประตู และ 5 ประตู

ราคา

รุ่น 1.3 E/1.3 E Sports                                         546,000 บาท       

รุ่น 1.3 C/ 1.3 C Sports                                       596,000 บาท       

รุ่น 1.3 S/1.3 S Sports                                        627,000 บาท       

รุ่น 1.3 S Leather/1.3 Sports Leather              648,000 บาท       

รุ่น 1.3 SP/1.3 SP Sports                                   690,000 บาท       

รุ่น XD/XD Sports                                              782,000 บาท       

รุ่น XDL/XDL Sports                                          799,000 บาท

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Activematic

เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 93 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันสูงสุด 23.3 กม./ลิตร

สำหรับ MAZDA 2 2021 COLLECTION เด่นตรงที่เพิ่มออฟชั่นจนล้นในราคาเท่าเดิม สิ่งที่เพิ่มมาคือ หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ Active Driving Display และ Center Commander ที่ถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่ลงตัว รวมถึงการติดต่อสื่อสารอย่างไร้ขีดจำกัดกับ Mazda Connect ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay® และ Android Auto™  เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รวมถึงระบบ Infotainment

New Mazda2 2021 Collection มาพร้อมระบบความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense

- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM)

- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)

- ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าหลัง

- ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS

- ระบบกระจายแรงเบรก EBD

- ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเบรก BA

- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไหล TCS

- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ DSC

- ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS

-ระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง

- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า

- ระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ GVC Plus

- กล้องมองหลัง

- ระบบช่วยประหยัดน้ำมัน i-STOP

ALL NEW MAZDA BT-50

สำหรับรถกระบะพันธ์แกร่งรุ่นนี้นั้นเป็นการเปลี่ยนโฉมใหม่หมดครั้งแรก หลังจากทำการตลาดยาวนานมากว่า 9 ปี ยอดยอดขายทั่วโลกกว่า 120,000 คัน

ราคา

ลำดับ

รุ่น

ราคา

1

STD 1.9 E

553,000 บาท

2

FSC 1.9 C

679,000 บาท

3

FSC 1.9 C Hi-Racer

714,000 บาท

4

FSC 1.9 C Hi-Racer 6 AT

768,000 บาท

5

FSC 1.9 S Hi-Racer

787,000 บาท

6

FSC 1.9 S Hi-Racer  6AT

832,000 บาท

7

DBL 1.9 C

771,000 บาท

8

DBL 1.9 S

847,000 บาท

9

DBL 1.9 S Hi-Racer

891,000 บาท

10

DBL 1.9 S Hi-Racer 6AT

936,000 บาท

11

DBL 1.9 SP Hi-Racer

1,012,000 บาท

12

DBL 1.9 SP Hi-Racer 6AT

1,070,000 บาท

13

DBL 4x4 3.0 SP

1,118,000 บาท

14

DBL 4x4 3.0 SP 6 AT

1,153,000 บาท

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแรงดันสูง 250 MPa ให้ละอองน้ำมันละเอียด และการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถปรับเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ ให้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ โดดเด่นด้วยอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด รองรับน้ำมันได้ถึง B20

การออกแบบ

ภายนอกแปะกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ พร้อม Signature Wing สร้างความดุดัน แต่แฝงความเรียบหรูด้วยสีโครเมียม ดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงสปอร์ต แบบ LED และไฟส่องกว่างเวลากลางวันแบบ Signature Light ด้านบนมีราวหลังคาให้ความรู้สึกลุยๆ ตบท้ายด้วยล้ออัลลอยสีทูโทน ขนาด 18 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารใช้วัสดุคุณภาพสูง คอนโซลหน้าถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เสาภายในและเพดานเลือกใช้โทนสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้มของเบาะนั่งที่ออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง และแผงประตูที่เพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งสไตล์เดียวกับรถเอสยูวี การรับรู้ข้อมูลการขับขี่รวมถึงสายเรียกเข้าหรือชื่อเพลงบนหน้าจอแบบสี MID (Multi-Information Display) ขนาด 4.2 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลได้หลายรูปแบบ อ่านง่าย มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอแบบ TFT (Thin-film Transistor Technology)

ความสะดวกสบายมาสด้าก็จัดมาให้อย่างครบครัน ด้วยพวงมาลัยปรับได้มากถึง 4 ทิศทาง มาพร้อมกับเบาะไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทางและระบบดันหลัง ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่ สามารถแยกปรับด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ลำโพงที่มากถึง 8 ตำแหน่ง นับรวมถึงลำโพงที่ติดตั้งบนหลังคา ที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง และช่องเสียบ USB มีช่องเก็บของภายในห้องโดยสารสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง

4.GREAT WALL MOTOR

เมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา GWM เปิดตัวรถรุ่นใหม่ออกมาทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน นั้นก็คือ ORA ES11 และ HAVAL H6 แต่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆของรถ รวมถึงราคาก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นเป็นไปได้อย่างยิ่ง ว่าหากจะทำการตลาดในไทยก็คงต้องเปิดตัวในงานนี้อย่างแน่นอน

HAVAL H6

รุ่นนี้เอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ ภายใต้ชื่อ Haval H6 เป็นหนึ่งในยี่ห้อรถยนต์ที่อยู่ภายใต้ Great Wall Motor รุ่นนี้ค่อนข้างสวย ดูหรู ดีไซน์ทันสมัย ไฟส่องสว่างรอบคันเป็นแบบ LED ตกแต่งด้วยชุดโครเมี่ยม ภายในตกแต่งด้วยวัสดุชั้นดี เบาะนั่งไฟฟ้าปรับได้ 8 ระดับ มาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว กับจอสัมผัสระบบความบันเทิงขนาดใหญ่ 9 นิ้ว รองรับการสื่อสาร 5 G หลังคาแบบ panoramic sunroof เป็นต้น

ขุมพลัง เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร TGDI 190 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร 163 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 สปีด 7DCT เลือกได้ทั้ง ขับสองล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ

All New HAVAL H6 เป็นรถเอสยูวียอดนิยม ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในตลาดจีนและตลาดโลกซึ่ง All New HAVAL H6 นี้ จะเป็นรถยนต์ HAVAL H6 Generation 3 รุ่นใหม่ล่าสุดทั้งนี้แบรนด์รถยนต์ HAVAL นับได้ว่าเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายรวมของรถยนต์ภายใต้แบรนด์นี้มากกว่า 6 ล้านคัน และเพิ่งทำสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา เป็นรถที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ผสานกับดีไซน์อันโดดเด่น

ORA ES11 หรือ Good Cat

รุ่นนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ (143 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่ง 0-50 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที สามารถชาร์จได้กว่า 80% ภายใน 30 นาที วิ่งได้ 501 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

ราคาจำหน่ายคาดว่าไม่น่าจะเกิน 5 แสนบาทเช่นกัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาจับต้องได้ ภายนอกดู Retro เหมือนรุ่น R1 แต่ใส่ความสปอร์ตมาให้มากกว่า ไฟหน้าทรงกลม แบบ LED ไฟเบรกดวงที่ 3 ฝังในกระจกหลัง

ข้ามออกไปจากฝั่งเอเชียกันบ้าง

5.NEW MG EXTENDER

นี่คือการปรับปรุงโฉมครั้งสำคัญสำหรับกระบะไซส์ยักษ์จากค่าย MG ด้วยการเสริมเกราะยักษ์เพื่อต่อสู้กับตลาดรถกระบะที่ดุเดือดมากที่สุดในรอบหลายปี

ข้อมูลยังไม่มีมากนัก ต้องรอเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมอเตอร์โชว์ที่จะถึงนี้

6.FORD FX4 MAX

รอบนี้ฟอร์ดประเทศไทย เปิดตัวกระบะพันธ์แกร่งรุ่นใหม่ สืบสาบ DNA จากรุ่นพี่สุดดุดันอย่าง RAPTOR มาไว้ในรุ่นนี้

ราคา

1,189,000 บาท

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 981 กก และลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500 กก

การออกแบบ

ภายนอกด้วยกระจังหน้าสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ F-O-R-D ตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกสีเทาเข้มตั้งแต่ฝาครอบกระจกมองข้าง มือจับประตู ซุ้มล้อไปจนถึงกันชนท้าย ด้านหลังตกแต่งด้วยโรลบาร์สีดำยาวทอดตลอดกระบะท้าย บันไดข้างได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเท่และดุดัน พร้อมพื้นผิวกันลื่นสำหรับการใช้งานออฟโรด   

ยางขนาด 265/70 R17 มอบความมั่นคงในการยึดเกาะถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ และพื้นผิวด้านข้างที่คงทนยิ่งขึ้น เข้ากับล้ออัลลอยขนาด 17 x 8 นิ้ว ทั้งด้านหน้าและหลัง ออฟเซ็ท +42 มม ทำให้ฐานล้อกว้างขึ้นถึง 26 มม ขณะที่ล้ออะไหล่เป็นล้ออัลลอยพร้อมยางออลเทอร์เรน

ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ มาพร้อมกับการออกแบบอันโดดเด่น จากบันไดข้างโลหะสีดำแบบออฟโรดพร้อมผิวกันลื่น จนถึงชุดผ้ายางปูพื้นภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานแบบออฟโรดโดยเฉพาะ เบาะนั่งพิเศษเฉพาะฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ใช้วัสดุหนังแท้ หนัง Alcantara และหนังสังเคราะห์ใหม่ที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ รวมถึงการปักสัญลักษณ์ FX4 Max ที่เป็นเอกลักษณ์บนเบาะคู่หน้า แป้นเหยียบคันเร่งสไตล์สปอร์ตแบบเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ไปจนถึงพวงมาลัยหุ้มด้วยหนังสีดำ สีเดียวกับลวดลายตกแต่งแผงคอนโซลและขอบประตู ยกระดับความโดดเด่นและความรู้สึกที่โฉบเฉี่ยวดุดัน

7.BMW

นับจากต้นปี 2564 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 3 เดือนด้วยกัน ค่ายกังหันสีฟ้าอย่าง BMW เปิดตัวไปแล้วถึง 4 รุ่นด้วยกัน

BMW SERIES 5

ราคา

BMW 520d M Sport  3,539,000 บาท

BMW 530e Elite        2,999,000 บาท

BMW 530e M Sport  3,739,000 บาท

เครื่องยนต์

530e Elite/ 530e M Sport

เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 (1,995 ซีซี) 4 สูบ เทคโนโลยี BMW Twin Power Turbo กำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,000 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 ภายใน 5.9 วินาที เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Sport Steptronic พร้อม Gearshift Paddle (รุ่น 520e Elite เป็น Steptronic )

BMW 520d M Sport

เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 (1,995 ซีซี) 4 สูบ เทคโนโลยี BMW Twin Power Turbo กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 ภายใน 7.5 วินาที เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Steptronic พร้อม Gearshift Paddle

การออกแบบ

จุดเด่นของ BMW Series 5 คือ การดีไซน์ที่ดูสะอาด สง่า แต่แฝงไปด้วยเส้นสายที่ทรงพลัง มาพร้อมกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% ในรูปทรงแปดเหลี่ยมแบบใหม่ ยาวลงมาบรรจบกับกันชนหน้า ไฟหน้า Adaptive LED รูปตัว L ในดีไซน์เรียวยาว สร้างความดุดันยิ่งขึ้น ช่องดักอากาศแนวตั้งทั้งสองข้างบนกันชนหน้าเสริมความโดดเด่น

ดีไซน์ด้านท้ายรถ ไฟท้าย LED มาในรูปแบบสามมิติทรงตัว L รับกับไฟหน้า กรอบไฟท้ายสีดำ ไฟท้ายและไฟเบรกได้รับการออกแบบมาให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว เสริมลุคสปอร์ตด้วยท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ท้ายรถทั้งสองด้าน

และยังมามาพร้อมชุดแต่ง M Aerodynamics และล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Double-spoke ขนาด 18 นิ้ว สำหรับรุ่น 520d M Sport และล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Y-spoke แบบสลับสี ขนาด 19 นิ้ว สำหรับรุ่น 530e M Sport ขณะที่รุ่น 530e Elite มาพร้อมล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ลาย Double-spoke

BMW X7 xDrive30d M Sport

ราคา

5,999,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ส่งพละกำลังสูงสุด 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตรที่ 2,000 – 2,500 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดที่ 227 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ ช่วงล่างแบบถุงลมสามารถปรับระดับอัตโนมัติ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ระบบควบคุมช่วงล่าง Executive Drive Pro

การออกแบบ

รูปลักษณ์ภาพนอกประกาศถึงความทรงพลังบนท้องถนนด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยไฟหน้าล้ำสมัย BMW Laserlight เส้นสายการดีไซน์ที่เฉียบคมบนตัวถังขนาดใหญ่สะท้อนถึงความปราดเปรียว เรียบง่ายและบึกบึน มาพร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบา BMW Individual ลาย Y-spoke แบบสลับสีขนาด 22 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะนั่งแบบสามแถว รวม 7 ที่นั่ง ทุกที่นั่งสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า เบาะที่นั่งบุด้วยหนังแท้ Merino เนื้อละเอียดจาก BMW Individual ห้องโดยสารด้วยลายไม้สีดำเงา 'Fineline' แบบ metal effect ตกแต่งภายในด้วยผลึกแก้ว ‘CraftedClarity’ พร้อมชุดไฟ Ambient light เพดานแบบ Panorama glass roof Sky Lounge ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 5 โซน และระบบความบันเทิงพร้อมจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังรุ่น Professional อีกสองจอ ส่วนห้องเก็บสัมภาระท้ายรถมีปริมาตรความจุ 300 ลิตร และเพิ่มได้สูงสุดถึง 2,120 ลิตร เมื่อพับเบาะแถว 3 และแถว 2 ตามลำดับ

BMW 330Li M Sport

ราคา

2,899,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

นี่คือรถ BMW Series 3 ที่ตัวถังยาวที่สุดในบรรดารถซีดานที่ BMW เคยผลิต พื้นที่วางขาและเพดานรถ มีขนาดใหญ่ กว้างขวาง สามารถโดยสารได้อย่างสะดวกสบาย

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ส่งกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 – 4,400 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.2 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ และรองรับระบบ Driving Experience Control ที่มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกทั้งในโหมด COMFORT, SPORT และ ECO PRO นอกจากนี้

การออกแบบ

ตัวรถมาพร้อมกับล้ออัลลอย M ขนาด 18 นิ้้ว ลาย Double-spoke แบบสลับสี สอดรับกับขอบหน้าต่าง ช่องดักอากาศ และซี่บริเวณกระจังหน้าไตคู่สีดำเงา ภายในโฉบเฉี่ยวด้วยพวงมาลัย M Sport คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec และตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมลาย Tetragon

BMW M340i xDrive

ราคา

3,999,000 บาท

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียงขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo สร้างพละกำลังสูงสุด 285 กิโลวัตต์ / 387 แรงม้า ที่ 5,800 - 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,800 - 5,000 รอบต่อนาที 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.4 วินาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ Steptronic แบบสปอร์ต 8 จังหวะ ทำงานควบคู่กับฟังก์ชั่น Launch Control เพิ่มพลังความแรงสูงสุดในช่วงออกตัว

การออกแบบ

การดีไซน์และชุดแต่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระโปรงหน้า ขอบประตูด้านล่าง และท้ายรถที่ได้รับการออกแบบให้เสริมการระบายอากาศและการไหลผ่านของอากาศได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่นอย่างกระจังหน้าทรงไตคู่ในลวดลายใหม่แบบตาข่าย สปอยเลอร์ท้ายสไตล์ M สีเดียวกับตัวถัง และท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยมคางหมู กลิ่นอายความสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ยังสะท้อนจากระบบไฟหน้า BMW Laserlights และองค์ประกอบต่าง ๆ ในสี Cerium Grey metallic ตั้งแต่ฝาครอบกระจกข้าง ช่องดักอากาศ กรอบกระจังหน้า ฝาครอบปลายท่อไอเสีย ตลอดไปจนถึงตัวอักษรบอกชื่อรุ่นที่ท้ายรถ

ส่วนห้องโดยสารมาพร้อมกับเบาะนั่งตอนหน้าแบบสปอร์ตบุลาย M คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec เพดานหลังคาภายในสี Anthracite และพวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M Sport พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ ภายในตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมลาย Tetragon เติมเต็มบรรยากาศเหนือระดับอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์เฉพาะตัวที่บ่งบอกชื่อรุ่น M340i xDrive บริเวณขอบประตูหน้า พร้อมปรากฎโลโก้ M340i บนแผงหน้าปัดดิจิทัล

8.MINI

ต้นปีนี้มินิก็ส่ง 2 รุ่นลงมาในตลาด Mini Cooper S Countryman Entry Mini Cooper S Countryman Hightrim

ราคา

Mini Cooper S Countryman Entry ราคา 1,999,000 บาท

Mini Cooper S Countryman Hightrim 2,529,000 บาท

เครื่องยนต์

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดถึง 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติแบบคลัตช์คู่ Steptronic 7 จังหวะ และแบบ Paddle Shift ในรุ่นไฮทริม เครื่องยนต์มาพร้อมกับท่อร่วมไอเสียที่ผสานกับฝาสูบและเทอร์โบชาร์จเจอร์

การออกแบบ

โครงสร้างใหม่ของครอบกันชนที่มาในสีเดียวกับตัวถังกรอบโครเมียมบาง โดดเด่นด้วยลวดลายกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมที่เสริมความโดดเด่นด้วยอักษร S สีแดง ด้านหน้ารถที่ออกแบบใหม่ มาพร้อมไฟหน้า LED ในทรงกลมมน และไฟวงแหวนที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟส่องสว่างระหว่างวันและไฟเลี้ยวในตัวเดียวกัน มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ใหม่ ในชุดแต่งมาตรฐานมาพร้อมกับไฟตัดหมอก LED โดยที่ไฟวงแหวนครึ่งวงบนของไฟตัดหมอกทำหน้าที่เป็นไฟจอด ส่วนกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ มีแผงใต้กันชน ไฟท้ายแนวตั้งในกรอบโครเมียม ฟังก์ชั่นไฟหน้าและท้ายทั้งหมดมาพร้อมกับเทคโนโลยี LED คุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไฟท้ายลายธงยูเนียนแจ็ค ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ลาย Pair Spoke ในขณะที่มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม มากับล้อขนาด 18 นิ้ว ลาย Black Pin Spoke

9.MERCEDES-BENZ

MERCEDES-BENZ GLS 350d

ราคา 

6,499,000 บาท
เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,925 ซีซี กำลังสูงสุด286 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตรที่ 1,200-3,200 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7 วินาที ระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “Full time” แบบ 4MATIC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถและการทรงตัวบนถนนที่เปียกลื่น รวมถึงการขับขี่บนทางแบบ OFF-ROAD

การออกแบบ

การออกแบบภายนอกมาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE High beam ระบบตรวจจับวัตถุที่คำนวณความสว่างอัตโนมัติ และไฟท้ายแบบ LED พร้อมล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบาดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 21 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ ที่เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า

การออกแบบภายในเน้นคุมโทนห้องโดยสารสีดำ คอนโซลหน้าและแผงประตูหุ้มด้วยหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ต หุ้มหนัง nappa ไฟในห้องโดยสาร 64 สี ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 5 โซน

MERCEDES-BENZ THE NEW E-CLASS

ราคา

Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde             ราคา 3,190,000 บาท

Mercedes-Benz E 220 d AMG Sport              ราคา 3,540,000 บาท

Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic         ราคา 3,770,000 บาท

เครื่องยนต์

MERCEDES-BENZ E300 e AVANTGARDE

เครื่องยนต์เบนซิน 1,991 ซีซี 4 สูบ แถวเรียง 4 วาล์วต่อสูบเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

MERCEDES-BENZ E200 d AMG SPORT

เครื่องยนต์ดีเซล 1,950 ซีซี 4 สูบ แถวเรียง 4 วาล์วต่อสูบเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง

MERCEDES-BENZ E300 e AMG DYNAMIC

เครื่องยนต์ดีเซล 1,991 ซีซี 4 สูบ แถวเรียง 4 วาล์วต่อสูบเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

การออกแบบ

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของชุดแต่ง AMG Body styling กระจังหน้า diamond radiator grille ลงตัวด้วยไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ Full-LED กันชนท้ายและฝากระโปรงท้ายดีไซน์ใหม่ ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG หลังคาแก้วแบบ Panoramic Sunroof ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า

ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหราและสะดวกสบาย ชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตใหม่แบบ 3 ก้านท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch control บาะนั่งแบบสปอร์ต คอนโซลหุ้มด้วยหนัง ARTICO ไฟล้อมรอบห้องโดยสารแบบ Premium Ambient light ที่สามารถเลือกปรับได้มากถึง 64 เฉดสี พร้อม Animation เปลี่ยนสีอัตโนมัติแบบเคลื่อนไหวให้เลือกได้มากถึง 10 แบบ ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester® surround sound system พร้อมลำโพงจำนวน 13 ตำแหน่ง

MERCEDES – AMG GLA 35 4MATIC

ราคา
3,190,000 บาท

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 306 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 3,000-4,000 รอบ/นาที จึงมอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.1 วินาที

การออกแบบ

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยการออกแบบในสไตล์ของ Mercedes-AMG ตลอดทั้งคัน เริ่มตั้งแต่กระจังหน้าแบบ AMG specific radiator grille โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าใหม่แบบ LED high-performance แบบ Full LED พร้อมไฟแบบ Day time running light และเฉียบคมด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่จาก AMG แบบ 5-twin spoke ขนาด 19 นิ้ว เสริมความโดดเด่นขณะขับเคลื่อนและช่วยให้คุณดื่มด่ำกับความเร้าใจถึงขีดสุด

ภายในห้องโดยสารตกแต่งในแบบ AMG Interior ที่มอบความเร้าใจอันไร้ที่ติ แม่นยำทุกการควบคุมด้วยพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้านท้ายตัด ตกแต่งด้วยหนัง nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch control เบาะนั่ง AMG Sport seat แบบสปอร์ตที่ถ่ายทอดความรู้สึกของนักแข่งได้อย่างโดดเด่น พร้อมเพิ่มความกระชับในทุกรูปแบบการขับขี่ด้วยหนังชนิด ARTICO สลับกับ DINAMICA micro-fibre ตัดเย็บด้วยด้ายสีแดงและเข็มขัดนิรภัยสีแดงตลอดทั้งคัน โดยมีไฟล้อมรอบห้องโดยสารแบบ Ambient light ที่สามารถเลือกปรับได้มากถึง 64 เฉดสีเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ช่วยปรับอารมณ์ของรถได้ตามความรู้สึกของผู้ขับขี่

MERCEDES-BENZ GLE 300 de 4MATIC EXCLUSIVE

ราคา

Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive          4,699,000 บาท

Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic    5,190,000 บาท

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,950 ซีซี พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์และอินเตอร์คูลเลอร์ ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชันที่ 3 พร้อมมอบพละกำลังสูงสุดถึง 320 แรงม้า ให้อัตราเร่งที่พุ่งทะยานจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.8 วินาที ขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

การออกแบบ

การออกแบบภายนอกให้อารมณ์สปอร์ตในทุกมิติด้วยดีไซน์แบบ Exclusive body styling พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่มีความโดดเด่นในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ LED high-performance ที่ทั้งส่องสว่างอย่างโดดเด่นและให้โทนสีของไฟที่คล้ายคลึงกับแสงธรรมชาติดูสบายตา ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 20 นิ้ว ตลอดจนความแข็งแกร่งของส่วนท้ายที่บ่งบอกถึงความโดดเด่นในการออกแบบที่มีความโฉบเฉี่ยวในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารโดดเด่นน่าหลงไหลตั้งแต่แรกเห็น โดย Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive พร้อมให้คุณข้ามทุกขีดจำกัดแห่งการควบคุมที่เหนือกว่า กับครั้งแรกของระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่เชื่อมโยงคุณเข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว โดยพัฒนามาจากนวัตกรรม AI ให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกควบคุมด้วยระบบที่หลากหลายและตอบสนองได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ ภายใน Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับและพับเบาะได้ง่าย ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขึ้น และตอบรับไลฟ์สไตล์ได้ทุกรูปแบบ