แอ่วเหนือไต่เขาขึ้น “ดอยตุง” สุขใจไปกับ “The New Isuzu MU-X”

   By : วัชระ ธรรมศรี

 

แอ่วเหนือไต่เขาขึ้น “ดอยตุง”

สุขใจไปกับ “The New Isuzu MU-X”

หลังจากการเปิดตัว “The New Isuzu MU-X” ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุ เซลส์ จำกัด ได้จัดกิจกรรมพาสื่อมวลชนให้ไปร่วมลองขับอีซูซุใหม่ ไมเนอร์เชนจ์กันที่จังหวัดเชียงราย ไปขับกันในรูปแบบ Caravan Press Trip เมื่อไม่นานมานี้นี่เองครับ

 

ครั้งนี้เป็นการทำไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก หลังจากที่อีซูซุเปิดตัวขาย MU-X อย่างเป็นทางการเมื่อ 31 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา คราวนี้จึงได้ปรับใหม่จัดใส่เต็มมาทั้งภายในและภายนอกกันเลยทีเดียว

MU-X ปรับอะไรใหม่บ้าง มีตามนี้เลยครับ !

     

 -กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Sport 3D  

-ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ   Bi-LED  ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ  พร้อมไฟ Daylight อยู่ในโคมเดียวกัน โดดเด่นด้วยเส้นนำแสง LED Guiding Light

-กันชนหน้า – หลังดีไซน์ใหม่เสริมลุคสปอร์ตให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

-ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ แบบ Sharp Horizon

          

-ห้องโดยสารใหม่สีทูโทน Sandstone Beige

-เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ Sport Cut ที่โอบกระชับรับกับสรีระได้ดี 

-ลายไม้ Fine Walnut ที่แผงข้างประตู หัวเกียร์ และคอนโซลหน้าดูหรูหรายิ่งขึ้น 

                                             

ไปเชียงรายคราวนี้มีคณะสื่อมวลชนไปกัน 2 กรุ๊ปครับ รวมแล้วก็เกือบร้อยชีวิต กรุ๊ปแรกเดินทางไปขับกันก่อน นอนค้างกันที่ดอยตุง ลอดจ์ 1 คืน วันรุ่งขึ้นขับต่อกันอีกหน่อยช่วงเช้า เสร็จแล้วทานอาหารกลางวัน แล้วจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯกัน

ส่วนกรุ๊ปที่สองจะบินตามมาในวันที่คณะแรกต้องเดินทางกลับ ทั้งกรุ๊ปหนึ่งและสองทางผู้จัดงานได้จัดให้มาเจอกันตอนอาหารกลางวันที่ร้าน “สลุงคำ” เป็นร้านอาหารพื้นเมือง อยู่ในตัวเมืองเชียงราย ร้านนี้อาหารรสชาดจัดจ้านมีหลากหลายเมนูให้เลือกอิ่มอร่อยกันเลยทีเดียวครับ

คณะเราทั้งกรุ๊ปหนึ่งและสองร่วมกันรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านนี้ ก่อนจะส่งมอบรถ มิวเอ็กซ์ ไมเนอร์เชนจ์ ทั้งหมดให้กับกรุ๊ปสองปฏิบัติภาระกิจกันต่อไป ส่วนคณะของผมเป็นกรุ๊ปแรกก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นรถตู้ เพื่อเดินทางมาสนามบินเชียงรายกลับกรุงเทพฯกัน

 

กรุงเทพฯ – เชียงราย – ดอยตุง

วันแรกของการเดินทางของคณะแรก เราขึ้นเครื่องกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตอนสิบโมงเศษๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงแล้ว  ออกจากสนามบินจังหวัดเชียงรายแล้วนั่งรถตู้มุ่งหน้าไปจุดสตาร์ทที่บริษัท อีซูซุสงวนไทยเชียงราย จำกัด สำนักงานใหญ่  ที่นี่เป็นดีลเลอร์ของอีซูซุที่ใหญ่จริงๆครับในจังหวัดเชียงราย

มาถึงที่นี่อาจารย์พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ อาจารย์ผู้เป็นลีดเดอร์คาราวานของทริปนี้ได้เป็นผู้นำทางให้กับพวกเรา ทำการบรรยายสรุปให้ฟังว่ามาที่นี่ 2 วันเราจะทำอะไรกันบ้าง

ฟังบรรยายเสร็จสรรพ พร้อมจัดแบ่งรถนั่งกันตามเบอร์ รถมิวเอ็กซ์ ไมเนอร์เชนจ์ มีทั้งหมด 12 คัน มีทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 Ddi Blue Power และเครื่อง 3,000 เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อนสี่ล้อ และขับเคลื่อนสองล้อคละเคล้ากันไป

คันของผมได้ขนาดเครื่องยนต์ดีเซล 3 พัน ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ได้มาพร้อมคณะผู้โดยสารอีก 3 ท่านที่เป็นสื่อมวลชนร่วมเดินทางกันมา

ออกจากสำนักงานใหญ่อีซูซุ สงวนไทยฯ คณะคาราวานออกเดินทางมุ่งหน้าไปที่หมายแรกคือร้านอาหาร “ แฮซซิเอนด้า คอฟฟี่เฮ้าส์”  อยู่ห่างจากอีซูซุสงวนไทยประมาณ 12-13 กิโลเมตร อยู่บนทางหลวงหมายเลข 1 มีป้ายบอกทางเข้าร้านอยู่ซ้ายมือหาไม่ยากครับ

ร้านนี้ดูดีและสวย ภายในตกแต่งด้วยตุ๊กตาเซรามิคเจ้าของจัดร้านสไตล์อิงลิช คันทรี่ ดูดี เท่ห์มาก อาหารอร่อยมีมากมายหลายสไตล์ เลยต้องขออนุญาติแนะนำต่ออีกที ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอกนะครับ

หลังทานอาหารกลางวันเสร็จ คณะคาราวานออกเดินทางกันต่อโดยมีที่หมายคือ “พระตำหนักดอยตุง” จากร้านอาหารขึ้นไปพระตำหนักดอยตุงไม่ไกลมาก ระยะทางราวๆ 35 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

แม้ระยะทางจะสั้น แต่เส้นทางไต่เขาขึ้นดอยนั้นคดเคี้ยวหลายโค้ง มีโค้งหักศอกอยู่ไม่น้อยจัดว่าเป็นเส้นทางเอาเรื่องพอที่จะพิสูจน์สมรรถนะ การทรงตัว การเข้าโค้ง การเกาะถนน ของเจ้า MU-X ได้ดีทีเดียวครับ

พิสูจน์พลังรถ ไต่เขาขึ้นดอยตุง

กับพิสูจน์พลังคนไต่สะพาน Tree Top Walk

ออกจากร้านอาหารมาแล้วเราก็ขับเรียงๆกันมา จากทางเรียบถนนหลวงหมายเลข 1  แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น 1149  แล้วไปเลี้ยวขวาเข้าเส้น 1388 อีกที เส้นนี้เป็นเส้นที่จะพาขบวนคาราวานของเราไปถึงดอยตุงกันครับ

ขบวนคาราวานกว่าสิบคันขับไล่เรียงไต่ขึ้นเขาขึ้นดอยกันมาแบบชิลๆสบายๆครับ ผมขับคันเครื่องยนต์ดีเซล 3,000  เทอร์โบนั้นแฮปปี้มาก จะเติมกำลังม้าช่วงไต่ขึ้นเขาหรือจะผ่อนคันเร่งช่วงโค้งหักศอกหรือจะเบรค ยานลำนี้ทำทุกอย่างได้ดั่งใจ

พวงมาลัยน้ำหนักจะเบาจากรุ่นก่อนๆตอบสนองได้ดีเยี่ยม ทุกโค้งเข้ากันแม่นๆ ควบคุมง่ายครับ  ห้องโดยสารที่ไป 4 คน นั่งกันสบายๆ ช่วงจังหวะเวลาเข้าโค้งซ้าย โค้งขวา แม้สรีระจะเอนเอียงไปตามลักษณะของโค้ง คนนั่งเบาะหลังก็ที่เป็นน้องๆช่างภาพก็ยังถ่ายเก็บภาพกันได้

ขับขึ้นดอยตุงจุดท่องเที่ยวแรกที่พลาดไม่ได้ก็ต้องเป็น  “โครงการพัฒนาดอยตุง” ที่เกิดขึ้นตามพระราชปณิธาน และพระราชกระแสรับสั่งว่า "ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง"  ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่าของชาวไทย  ที่พัฒนาจนสามารถปรับเปลี่ยนป่าเสื่อมโทรมจากการบุกรุกทำลายป่า และปลูกฝิ่นให้กลายเป็นพื้นที่ป่าไม้แห่งต้นน้ำลำธารที่อุดมสมบูรณ์ได้สำเร็จ  โดยมี “พระตำหนักดอยตุง” ที่ประทับของพระองค์ท่านที่งดงาม ในสไตล์สวิสเซอร์แลนด์ ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมล้านนาเป็นแลนด์มาร์คสำคัญอยู่บนดอยแห่งนี้ด้วย

นอกจากพระตำหนักแล้วที่นี่ยังมี “สวนแม่ฟ้าหลวง” ซึ่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับของเมืองหนาวขนาด 30 ไร่ อยู่บริเวณลานหน้าพระตำหนัก ที่สมเด็จย่ารับสั่งให้ทำเพื่อที่จะให้คนไทยที่ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศ ได้เห็นไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิดที่พระตำหนักแห่งนี้

นอกจากนี้คณะสื่อมวลชนยังได้สัมผัสประสบการณ์อันแปลกใหม่ด้วยการพิสูจน์พลังกับการเดินบนสะพานลอยฟ้าที่เรียกกันว่า “Doi Tung Tree Top Walk” อันเป็นกิจกรรมใหม่ภายในสวนแม่ฟ้าหลวงแห่งนี้ครับ 

Doi Tung Tree Top Walk นี้จะเป็นสะพานบนเรือนยอดไม้ยาวประมาณ 300 เมตร และสูงกว่า 30 เมตรจากพื้นดิน  ลักษณะของสะพานจะเป็นสะพานสลิงที่ยึดโยงกันระหว่างต้นไม้ใหญ่กับต้นไม้ใหญ่ด้วยกัน และระหว่างเดินตัวสะพานก็จะแกว่งไกวไปแกว่งมาพอให้เสียวและตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียว

 

แต่สะพานนี้จะมีความปลอดภัยสูง เพราะทำด้วยสลิงและสลิงจะนำมายึดติดกับเราทุกคนที่จะเดินบนสะพานแห่งนี้ ตัวสลิงแม้จะเป็นเส้นเล็กๆ แต่สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 1.2 ตัน ซึ่งสะพานแห่งนี้หากใครได้มาเดินนอกจากจะเป็นการพิสูจน์พละกำลังแล้วจะยังได้ชื่นชมบรรยากาศธรรมชาติของป่าไม้บนดอยตุงอีกด้วยครับ

หลังจากสนุกสนานกับกิจกรรม ณ สวนแม่ฟ้าหลวง คณะสื่อมวลชนได้ออกเดินทางต่อเพื่อชมอาทิตย์อัสดง ณ ดอยช้างมูบ ซึ่งห่างจากสวนแม่ฟ้าหลวง ประมาณ 7 กิโลเมตร ดอยช้างมูบนั้นจะเป็นดอยที่สูงที่สุดบนแนวเทือกเขาดอยนางนอน มีความสูง 1,485 เมตรจากระดับน้ำทะเล บนแนวสันเขาแบ่งเขตแดนไทย-พม่า  ที่นี่จะเป็นจุดชมความงามของทะเลหมอกและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุด

ค่ำคืนวันนั้นคณะของเราเข้าพัก ณ ดอยตุง ลอด์จ กัน  ที่นี่เดิมจะเป็นสำนักงานและที่พักของหน่วยอนุรักษ์ต้นน้ำที่ 31 กรมป่าไม้ และเป็นบ้านพักสำหรับขบวนเสด็จ และพนักงานของโครงการพัฒนาดอยตุง  แต่ปัจจุบันเปิดเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสมาค้างคืนบนดอยตุงกัน โดยรายได้จากค่าที่พักจะนำไปดูแลรักษาห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่อยู่บนดอยตุงแห่งนี้

ดอยตุง ลอด์จ จึงเป็นแหล่งสร้างงานใหม่อีกแห่งหนึ่ง และช่วยให้คนในพื้นที่ได้เรียนรู้วิชาชีพด้านการโรงแรม  มีรายได้ที่ดีและมั่นคง ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในถิ่นอื่น

“ดอยตุง” ทำให้พวกเราได้อิ่มเอม และเติมเต็มความรู้สึกดีๆ ไปกับบรรยากาศที่แนบชิดกับธรรมชาติ อากาศเย็นสบาย แม้จะย่างเข้าสู่ฤดูร้อนในเดือนเมษายนก็ตามที

 

ชมพิพิธภัณฑ์ “บ้านดำ”

บ้านศิลปินแห่งชาติ “ถวัลย์ ดรรชนี ”

เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ คณะสื่อมวลชน ได้แวะเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์บ้านดำ” กันอีกจุดหนึ่ง ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ สร้างขึ้นโดย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เป็นการสร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงศิลปะจากอดีตถึงปัจจุบัน ใช้เวลาในการก่อสร้างและสะสมมามากกว่า 50 ปี  โดยลักษณะของบ้านดำแห่งนี้ จะเป็นกลุ่มบ้านที่เป็นศิลปะแบบล้านนา ปัจจุบันทุกหลังทาด้วยสีดำ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “บ้านดำ”

แต่ในความเป็นจริงแล้วที่มาที่ไปของชื่อว่า “บ้านดำ” แห่งนี้นั้นเกิดขึ้นจากการที่อาจารย์ถวัลย์ได้ใช้ “น้ำมันเครื่อง” ที่ใช้แล้วแล้วนำมาทาตัวบ้านทุกหลังที่มีอยู่ในตอนนั้น เนื่องจากอาจารย์ถวัลย์ มีฐานะยากจน ไม่มีทุน ไม่มีเงินพอที่จะซื้อสีมาทาบ้าน จึงได้ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วซึ่งเป็นสีดำๆมาทา ที่นี่จึงเป็นที่มาของการเรียกกันว่า “บ้านดำ” นั่นเอง

“บ้านดำ” ในปัจจุบันนี้มีมากกว่า 35 หลัง บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ตั้งอยู่ที่ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีมหาวิหารหลังใหญ่-หลังเล็ก รวมทั้งบ้านและเรือนต่างๆ ภายในบ้านแต่ละหลังนั้นถูกประดับด้วยไม้แกะสลักที่มีลวดลายงดงามมาก นอกจากไม้แกะสลักแล้วยังประดับด้วยเขาสัตว์ โดยเฉพาะเขาควายและเขากวางที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและกระดูกสัตว์ต่างๆ ทั้งจระเข้  งู และอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก

ถึงแม้ในวันนี้ อาจารย์ถวัลย์ จะถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว แต่บ้านดำ ก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสความงดงามกันทุกวัน เสียค่าเข้าชมท่านละ 80 บาท แต่สำหรับเด็กและผู้สูงอายุไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด

คณะเราใช้เวลาชมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ “บ้านดำ”แห่งนี้เกือบชั่วโมง ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากจะต้องนำรถไปส่งมอบให้กับคณะที่สองที่เดินทางมาถึงรออยู่ก่อนแล้วที่ร้านอาหาร “สลุงคำ” เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ก่อนแยกย้ายไปปฎิบัติภาระกิจ

เป็นการปิดท้าย Caravan PressTrip กับ Isuzu Mu-X ก่อนโบกมืออำลาเชียงรายกันด้วยความม่วนอกม่วนใจ๋ไปตามๆกันคร้าบ !