ตะลุยขับรถ สุดขั้วโลกกับ Mazda Skyactiv ไม่มีอะไร...หยุดยั้งเราได้

  By : วัชระ ธรรมศรี

BT50 หล่อๆ ลำนี้ไปลุยมาเมื่อปีที่แล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงระหว่างวันที่ 1-10 กันยายน 2558 ปีที่ผ่านมา บริษัทมาสด้า เซลส์(ประเทศไทย) จำกัดได้พาสื่อมวลชนสายยานยนต์จำนวนหนึ่งเดินทางจากประเทศไทยไปกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนเพื่อไปขับรถพิสูจน์ความแข็งแกร่งของรถปิคอัพมาสด้า BT 50 ใหม่ โดยออกสตาร์ทจากกรุงปักกิ่ง แล้วไปสิ้นสุดกันที่เมืองอูลันบาร์ตอร์ ประเทศมองโกเลีย

( อ่าน บรรเลงชีวิต ติดโลกกว้างกับ MAZDA BT50 Pro บันทึกความแกร่งในมองโกล คลิกที่นี่ )

โดยสื่อมวลชนแบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกเดินทางไปปักกิ่ง ขับจากปักกิ่งไปอูลันบาตอร์แล้วบินกลับกรุงเทพฯ ส่วนชุดที่ 2 บินตรงจากกรุงเทพฯไปอูลันบาตอร์ แล้วขับกลับมาปักกิ่งแล้วบินกลับกรุงเทพฯ

ถ่ายภาพกับประธานฯ และผู้บริหารมาสด้า กลางทะเลทรายโกบี

ไปกันครั้งนั้นใช้รถปิกอัพ BT 50 รุ่นโปรใหม่เกือบ 10 คัน ขับบนเส้นทางอันสุดแสนหฤโหดกลางทุ่งหญ้าและทะเลทรายโกบีใช้เวลาขับกัน 10 วัน ระยะทางประมาณ 3,000 กิโลเมตร ขับไปและกลับก็รวมราวกว่า 6,000 กิโลเมตร

ผมไปชุดแรกครับขับ 3 พันกว่ากิโลเมตรจากกรุงปักกิ่งมาอูลันบาตอร์ประเทศมองโกเลีย  คราวนั้นประมาณ 10-15 % มังครับที่ล้อของบีที 50 ได้สัมผัสพื้นผิวถนนที่ลาดยาง นอกนั้นเป็นเส้นทาง Off Road ล้วนๆ ขับกันอยู่กลางทุ่งหญ้าและทะเลทรายโกบีธรรมชาติที่มีทั้งความงดงามและโหดร้ายซึ่งในช่วงฤดูหนาวทะเลทรายแห่งนี้อุณหภูมิจะติดลบมากกว่า 40 องศาเลยทีเดียว

บรรยากาศระหว่างทางเมื่อปี 2558

 

ประทับใจมากครับกับธรรมชาติของที่นั่น เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่บรรยายได้ยากลำบากนอกจากความทรงจำที่บันทึกไว้มาจนทุกวันนี้

 

กระโจมที่พักกลางทะเลทราย และอูฐ มีให้เห็นอย่างใกล้ชิดกันทุกวัน

 

มาปีนี้ 2559  มาสด้าจัดอีกครั้งกับ Motto สโลแกนเก๋ไก๋ว่า “ ไม่มีอะไร...หยุดยั้งเราได้ ” Only the sky is the limit  ซึ่งครั้งนี้จะเป็นทริปกิจกรรมต่อยอดจากปีที่แล้วที่ทางมาสด้าระดมขุนพลขนSkyactiv Crossover 2 รุ่นคือ CX5 กับ CX3 รวม 8 คัน ไปขับกัน

 

ตั้งแต่ 2 รุ่นนี้เปิดตัวขายอย่างเป็นทางการในบ้านเราโดยที่ CX3 เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558  ส่วน CX5  เปิดตัวใหม่ (ไมเนอร์เชนจ์) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา มาสด้าได้จัดคาราวานขับยาวๆมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฏาคม กลางปีที่ผ่านมา เป็นคาราวานเชื่อมโยงอารยธรรมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซี่ยนจากไทยไปเวียดนามเข้ากัมพูชาแล้วมากรุงเทพฯระยะทางรวมราวๆ 4,000 กว่ากิโลฯ

 

แต่ดูเหมือนจะยังไม่หนำใจก็เลยจัดหนักคราวนี้อีกรอบต่อยอดกันแบบสุดขั้วโลก โดยให้เริ่มขับจากอูลันบาตอร์ (จุดค้างคาที่เราไปจบ finish กันเมื่อปีที่แล้ว) ขับไปยังเป้าหมายกรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย รวมระยะทางทั้งหมดอีกราวๆ 7,000 กิโลเมตร ถ้าหากรวมจากปี 2558 กับปีนี้แล้วก็เป็นหมื่นๆกิโล ฯ เลยทีเดียว

 

ครั้งนี้มาสด้าจัดแบ่งทีมขับออกเป็น 2 ชุดเหมือนเดิมครับ โดยสื่อมวลชนชุดแรกจะไปขับจากอูลันบาตอร์ประเทศมองโกเลียมุ่งหน้าเข้าไซบีเรียแล้วไปจบที่เมืองโนโวซีบรีคส์(Novosibirsk)ประเทศรัสเซีย  ส่วนทีมที่ 2 จะบินไปรับไม้ต่อที่โนโวซีบรีคส์แล้วขับต่อไปจบที่กรุงมอสโคว์ประเทศรัสเซียนั่นแหละครับ

ทีมขับชุดแรกกับฝูง Skyactiv CX3 กับ CX5

 

ผมอยู่ในทีมของชุดแรกที่เดินทางไประหว่างวันที่ 4 – 12 ตุลาคม ออกเดินทางกันตอนตี 1 ครึ่งของเช้าวันที่ 5 ไปลงที่สนามบินกรุงปักกิ่งตอนเช้ามืดแล้วต่อเครื่องอีก 4 ชั่วโมง ไปอูลันบาตอร์ไปถึงสนามบินเจงกิสข่าน (CHINGGIS KHAAN) ประมาณสิบเอ็ดโมงนิดๆ

 

Crossover เปิดบันทึก ล้อหมุน

กับประสบการณ์สุดขั้วโลก !

ผู้นำคาราวาน กิตติ นิลถนอม ตัวเล็กแต่ใจใหญ่ มารอรับที่สนามบิน

 


หลังผ่านพิธีการสนามบินเจงกีสข่านเสร็จสรรพ ทีมงานของทรานเอเชียฯ โดยคุณกิตติ นิลถนอม แม่งานใหญ่ที่เป็นผู้นำในการเดินทางครั้งนี้ก็มารอรับอยู่หน้าสนามบินพร้อมกับฝูงบิน Mazda Skyactiv 8 คัน และรถทีมงานอีก 2 คัน รวมเป็น 10 พอดี ทั้งหมดจอดเรียงรายรอคณะสื่อมวลชนอย่างพร้อมเพียงอยู่ด้านหน้าของสนามบิน

 

รถ 8 คันเป็น CX 3 จำนวน 6 คัน เป็น SKYACTIV-G 2.0 ลิตร 156 แรงม้า และอีก 2 คันเป็น CX 5เครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.0L 165 แรงม้า ทั้งหมด 8 คันเป็นเกียร์อัตโนมัติ

 

ฝูง Skyactiv จอดรอพร้อมอยู่หน้าสนามบิน

 

ท่ามกลางอุณหภูมิเย็นยะเยือกราว 0 องศาของสายๆวันนั้นคณะของเราเร่งมือจัดสัมภาระใส่ท้ายรถกันอย่างเร่งรีบเพื่อหนีความหนาวเหน็บที่ไม่คุ้นเคย คันของผมถูกจัดให้เป็นรถ CX 3 สีบรอนซ์ มีสมาชิกรวม 3 คน ลำดับรถอยู่ที่เบอร์ 02 กระเป๋าเดินทางรวม 3 ใบมีแฮนด์แบคอีก 2 ใบถูกจับใส่ท้ายรถอย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบนักแต่ก็สามารถใส่ได้ทั้งหมด

 

การที่รถทุกคันของมาสด้าถูกนำส่งจากเมืองไทยไปทางรถไฟล่วงหน้าและเป็นรถผลิตขายในบ้านเราจึงเป็นรถพวงมาลัยขวา แต่รถที่โน่นเขาจะเป็นพวงมาลัยซ้าย เพราะฉะนั้นการขับในต่างบ้านต่างเมืองจึงต้องระมัดระวังกันมากขึ้นเพราะเลนการขับขี่บ้านเขาจะขับตรงกันข้ามกันกับบ้านเรา

ล้อหมุนออกจากสนามบิน 

 

หน้าปัทม์รถทุกคันถูก Set 0 กันหน้าสนามบิน เมื่อทุกคนพร้อมเราก็เริ่มออกเดินทางกัน โดยมีรถเบอร์ 00 เป็นผู้นำทาง ตามด้วย 01 – 08 แล้วมีเจ้าหน้าที่ของทรานเอเชียเป็นเบอร์ 09 ขับปิดท้ายขบวน

 

เป้าหมายแรกที่ไปคือร้านอาหารกลางวันที่จะไปทานกันห่างจากสนามบินออกมาไม่ไกลมากนัก ขับออกมากสักพัก รถนำขบวนก้อพาเราออกนอกเส้นทางลาดยางเข้าสู่ทาง off road  ที่สองข้างทางตามสภาพภูมิประเทศนั้นจะเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เห็นกองหิมะทิ้งร่องรอยหลงเหลืออยู่พร้อมกับความหนาวเหน็บที่ลบ 1 ให้พวกเราได้สัมผัสกัน

 

ได้กลับมาขับสัมผัสกับธรรมชาติของมองโกเลียอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ระยะสั้นๆหากแต่อากาศของที่นี่อยู่ในระดับ 0 องศาหรือบางช่วงเวลาก้อติดลบนั้นช่างหนาวเหน็บเจ็บยาวไปทั่วเรือนร่างกันเลยทีเดียว

วันนี้ 0 องศา 

 

ใช้เวลาขับบน Off Road ไม่นานนัก ผู้นำทางก็พาพวกเรามีที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ลักษณะเป็นกระโจมใหญ่สไตล์บ้านเมืองเขานั่นแหละครับ เรามาที่นี่เพื่อมาแวะทานอาหารกลางวันกัน มื้อแรกของที่เรามาถึงนี่ก็เป็นซุปเนื้อและแพะตุ๋นเป็นอาหารหลักครับ

 

แวะทานอาหาร พักผ่อนยืดเส้นยืดสาย สูดบรรยากาศ เล่นหิมะ ถ่ายรูป สูบบุหรี่ ดื่มชา กาแฟ และเข้าห้องน้ำห้องท่ากันเสร็จสรรพเรียบร้อยใช้เวลาราวเกือบๆ 2 ชั่วโมง จึงเริ่มเดินทางกันต่อ

 

ด้วยความที่เป็นวันแรกของการเดินทาง ระยะทางที่ขับวันนี้จึงไม่มากนัก ทีมงานจัดให้พวกเราไปพักกันที่เมือง Sukhbatar อันเป็นเมืองอยู่ติดชายแดนมองโกเลียกับรัสเซีย เมืองนี้ห่างจากสนามบินราวๆ 330 กิโลเมตร  เหตุที่ต้องมาพักที่เมืองนี้ก็เพราะว่าวันรุ่งขึ้นเราต้องทำเรื่องผ่านแดนเข้าแคว้นไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย โดยที่พักแห่งนี้ห่างจากชายแดน 20 กว่ากิโลเท่านั้นเองครับ

Sukhbatar เป็นเมืองเล็กๆอยู่ใจกลางเมืองอูลานบาตอร์ เมืองนี้จะมีลานจัตุรัสเป็น landmark เมื่อมีงานพาเหรดขององค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ มักจะมาจัดขึ้นบริเวณนี้ ที่นี่จะมีรูปปั้นของ Damdin Sukhbaatar ซึ่งเป็นผู้นำการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1921 ตั้งอยู่กลางจัตุรัส แล้วจะมีรูปปั้นของเจงกิสข่านตั้งอยู่ใกล้ๆกัน

 

คณะของเรานอนกันที่นี่หนึ่งคืนเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเดินทางไปเมือง Ulan Ude  ระยะทางอีกประมาณ 350 กิโลเมตรในวันรุ่งขึ้น แม้จะไม่มากนัก แต่ที่สำคัญคือคณะของเรากว่า 30 คน จะต้องทำเรื่องยื่นเอกสารต่างๆนาๆผ่านแดนออกจากประเทศมองโกเลียเพื่อเข้าไปยังประเทศรัสเซียกันก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานมากน้อยแค่ไหน คณะเราจึงต้องเผื่อๆเวลากันไว้ครับ

 

ผ่านด่าน ผ่านแดน

8 ชั่วโมงแห่งการรอคอย !!!

อุ่นเครื่องก่อนล้อหมุนทุกเช้า

 

วันนี้เริ่มออกเดินทางกันแต่เช้า จากโรงแรมที่พักมาถึงด่านระยะทางไม่ถึง 30 กิโลฯ ฝูง Skyactiv มาถึงด่านกันประมาณเก้าโมงครึ่ง รถทั้ง 10 คันจอดเข้าแถวรอเจ้าหน้าที่กันอยู่หน้าด่านเจ้าหน้าที่ไกด์ท้องถิ่นลงไปดำเนินการเรื่องเอกสาร หลังจากจอดรอกันเป็นชั่วโมงแล้วทั้งหมดทุกคนก็ถูกเรียกเข้าไปในอาคารเพื่อแสตมป์พาสปอร์ตขาออกจากมองโกเลีย

 

แรกๆก็นึกว่าจะเร็วที่ไหนได้เจอลูกไม้มองโกลเล่นแง่เล่นง่ามกันจนรู้สึกหัวเสียเจ้าหน้าที่สั่งให้รื้อรถ รื้อกระเป๋า ยกกระเป๋ามาเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์ ตรวจเอกสาร ตรวจพาสปอร์ต ฯ ให้ทำโน่นนั่นนี่สารพัด  บอกว่าเอกสารนำรถเข้าออกมีปัญหาบ้าง ลงวันที่ไม่ตรงกันบ้าง  ปวดหัวปวดเฮดครับ  รอเคลียร์กันอยู่นานหลายชั่วโมงสรุปสุดท้ายจ่ายไป 200 USD เป็นอันจบ  เข้าระบบมันนี่ ทอล์ค เหมือนกันทั่วโลก

 

หลุดออกมาจากด่านขาออกมองโกเลียก็มาที่ด่านขาเข้าประเทศรัสเซีย ที่นี่แม้จะใช้เวลารอกันพักใหญ่เหมือนกัน แต่ไม่เรื่องมากเหมือนขาออก เวลาส่วนใหญ่ใช้รอคิวตรวจเอกสาร ตรวจพาสปอร์ตเท่านั้น กระเป๋าก็สุ่มๆตรวจไม่รื้อทุกใบ เจ้าหน้าที่รัสเซียดูเป็นมิตรมากกว่าฝั่งขาออก มีให้บริการห้องน้ำห้องท่าน่ารักทีเดียว

 

รวมเวลาเบ็ดเสร็จทั้งฝั่งขาออกจากมองโกเลีย ผ่านพิธีการเข้ารัสเซีย ขบวนรถทั้ง 10 คันและชาวคณะกว่า 30 คน ใช้เวลาอยู่ที่ด่านแห่งนี้ราวๆแปดชั่วโมงนิดๆครับ อยู่กันแต่ในรถข้าวปลาอาหารก็กินข้าวกล่องกับขาไก่ที่แกนนำคาราวานจัดเตรียมไว้ให้กินกันคนละกล่องเหมือนกับรู้ชะตากรรมล่วงหน้า

 

ออกจากด่านมาก็เริ่มจะมืดอากาศยิ่งเย็นลงเรื่อยๆช่วงห้าหกโมงเย็นก็เริ่มติดลบแล้วละครับ สัก -2 -3 องศาเห็นจะได้ หลุดออกจากด่านมาเราต้องขับระยะทางอีก  300 กิโลฯจึงจะถึงที่หมาย หลังจากรวมตัวกันพร้อมที่ปั้มน้ำมันห่างจากด่านสามสี่ร้อยเมตรคณะเราไม่รีรอโอ้เอ้รีบหวด CX3 กับ CX5 ออกจากที่ตั้งจากด่านมุ่งหน้าสู่เมือง Ulan Ude  กันแทบจะม้วนเดียวจบ

 

วันนั้นคณะเราถึงที่พักราวๆ 2 ทุ่มเศษๆ เช็คอิน เข้าห้องพัก แล้วก้อมาทานอาหารค่ำกัน สรวลเสเฮฮาถึงเรื่องราวที่ผ่านมากันพอหอมปากหอมคอแล้วแยกย้ายไปพักผ่อนกัน  

 

 

เช้าวันนี้ 7 ตค. คณะของเราใช้สูตร 6 -7-8  ทุกคนปฏิบัติตามกฏกติกา  หลังจากอาหารเช้าเสร็จระหว่างรอจัดขบวนและเตรียมความพร้อมอื่นๆ พวกเราพอมีเวลาบ้างจึงเดินเล่นถ่ายรูปกันแถวๆโรงแรมที่พัก

 

เมืองอูลาน-อูเด ถือว่าเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากเมืองหนึ่งของรัสเซีย ด้วยความโดดเด่นและเก่าแก่ของบรรดาอาคารร้านค้า คฤหาสน์ ที่แต่ละ หลังล้วนแต่ได้รับการตกแต่งด้วยไม้และหินแกะสลักที่มีความสวยงามไม่เหมือนที่ใด สถานที่ท่องเที่ยวก็คือบริเวณย่านจัตุรัสกลางเมืองนั่นเองครับ

รูปหล่อศีรษะของเลนิน ที่เมืองอูลันอุเด

 

คณะเราโชคดีที่มาพักอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักของคณะเราประมาณ 100 เมตรเท่านั้นเอง ที่นี่จะเป็นที่ตั้งของ รูปหล่อศีรษะที่ใหญ่ ที่สุดในโลกของวลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิส คนแรกของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต โดยรูปหล่อถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1970 ตั้งอยู่เหนือจัตุรัส ด้วยความสูง 7.7 เมตร (25 ฟุต) และมีน้ำหนักมากถึง 42 ตัน

 

ได้ไปเที่ยวชมกันอยู่พักใหญ่ได้เวลาเคลื่อนทัพกันต่อ วันนี้เป้าหมายของเราคือมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบ“ไบคาล “ ( Baikal ) ที่นี่เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกขนาดกว้างประมาณ 50 กิโลเมตร ยาวกว่า 650 กิโลเมตรและความลึกอยู่ที่ประมาณ 1.6 กิโลเมตรครับ

 

จาก Ulan Ude ไป Baikal ระยะทางประมาณ 530 กิโลเมตร หากรวมเวลาที่แวะพักทานอาหารกลางวันและเข้าห้องน้ำระหว่างทางกันแล้ว กะเวลาสักประมาณค่ำๆทุ่มสองทุ่มฝูง Skyactiv ของเราฝูงนี้ก็คงจะเดินทางไปถึงที่พักทะเลสาบ Baikal แน่

-5 องศาครับ

 

วันนี้อากาศยังคงติดลบหนาวเหน็บเย็นยะเยือกเหมือนเช่นเคย คันของผม CX3  ยังคงมีสมาชิกเหมือนเดิม 3 คน เราทำหน้าที่ผลัดกันขับบ้าง ผลัดกันหลับบ้างตามจังหวะและโอกาส เจ้า Vodka เครื่องดื่มปรับอุณหภูมิที่มีเหลือติดรถมาถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนแท้ช่วยรักษาความหนาวเหน็บให้กับใครต่อใครหลายคนระหว่างทางในทริปนี้

อุทัย เรืองศักดิ์ ผอ.ปชส.มาสด้า กับทีมรถเบอร์ 02

 

ระยะทางกว่า 500 กิโลฯ วิ่งบนทางลาดยาง วิวทิวทัศน์สองข้างทางเป็นทุ่งโล่งกว้าง คู่ขนานไปกับเส้นทางรถไฟสายทรานไซบีเรียที่มีความยาวราวหมื่นกิโลเมตรฯยาวที่สุดในโลกอีกเช่นกัน ช่างเพลิดเพลินเสียนี่กระไร

 

แล้วก็เป็นไปตามคาดการณ์ครับ ระยะทางห้าร้อยกว่ากิโลฯ แวะทานอาหารกลางวัน จอดพักเบรกหนสองหน เข้าห้องน้ำ แล้วก็เดินทางกันต่อ สุดท้ายเราก็มาถึงทะเลสาบไบคาลราวๆสองทุ่มครับ

ด้านหลังคือทะเลสาปไบคาล

 

 

อากาศที่นี่เย็นมากๆ -7 องศา คณะเรานอนกันที่นี่หนึ่งคืน หลังจากเช็กอินเข้าที่พักจัดแจงภาระกิจส่วนตัวกันเสร็จสรรพก็มาดินเนอร์กันก่อนแยกย้ายไปพักผ่อนตอนเที่ยงคืนหน่อยๆเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันวันรุ่งขึ้นที่จะเดินทางกันต่อไปยังเมือง Tulun  ระยะทางราว 480 กิโลเมตร ไปค้างที่เมืองนี้อีกคืนนึงเป็นคืนวันที่ 8 ตค.

 

ปักธงครึ่งทางกับ Skyactiv

พันห้าร้อยกว่ากิโลฯ สู่ Novosibirsk

 

เช้าวันที่ 9 ตุลาคม หลังเสร็จภารกิจประจำวัน ช่วงสายๆราวเก้าโมงครึ่งเราก็ออกเดินทางกันต่อ วันนี้จากเมือง Tulun  ขับมุ่งหน้าสู่เป้าหมายของเราคือเมืองกราสโนยาร์ส Krasnoyarsk เมืองที่สร้างมาเมื่อปี 1682 หรือราวๆ 330 ปีมาแล้วเป็นเมืองที่ใช้สำหรับเนรเทศนักโทษการเมืองให้มาอยู่กัน  แต่ตอนนี้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมไปแล้วทั้งเหล็ก อลูมิเนี่ยม ก็จะผลิตกันที่นี่

สองข้างทาง 5 - 6 วันเป็นอย่างนี้แหล่ะครับ

 

ระยะทางประมาณเกือบ 700 กิโลฯ ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกวันที่พวกเราใช้เวลาอยู่แต่ในรถ ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางบ้างชมบ้านเรือน ชมโบสถ์ ชมพิพิธภัณฑ์กันไปเรื่อย บางช่วงบางจังหวะก็นอนหลับคารถปล่อยให้คนขับทำหน้าที่ไปก็มี  จะมีได้พักยืดเส้นยืดสายหน่อยก้อตอนทานข้าวกลางวันหรือแวะเติมน้ำมัน ดื่มกาแฟ เข้าห้องน้ำที่ปั้มระหว่างทางเท่านั้น วันนี้ถึงที่พักกันน่าจะสักสองทุ่มเห็นจะได้

 

คณะเราแวะพักกันที่เมือง Krasnoyarsk นี้อีก 1 คืน รุ่งเช้าออกเดินทางกันต่อเพื่อไปเมืองเคโมโรโว่ Kemorovo ระยะทางจากที่นี่ไปอีกราว 530 กิโลเมตร การเดินทางวันนี้ก็เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมาแหละครับขับรถกันอย่างเดียว แวะทานข้าว แวะเติมน้ำมัน เข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสายดื่มชากาแฟกันไปตามปกติเหมือนทุกวันที่ผ่านมา

 

การขับรถผ่านแต่ละวันๆไปกันแต่ละเมืองนั้นการใช้ชีวิตของพวกเราทริปนี้จะเติบโตกันในรถครับ จากเมืองสู่เมืองก็จะนั่งกันไปพูดคุยว.เล่นกันบ้าง แซวกันบ้าง เฮฮากันไปไม่ให้เครียดระหว่างทางเพราะรถทุกคันจะมี วิทยุไว้ใช้สำหรับสื่อสารกัน โดยคณะที่ไปทุกคันต้องฟังคำสั่งรถนำขบวนจากเบอร์ 00 เท่านั้นว่าจะให้แซงหรือไม่ให้แซง จะแวะหรือไม่แวะ จะจอดหรือไม่จอด ฯ ถึงทางแยกให้ไปทางไหน ถึงวงเวียนให้ไปทางไหน ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากเบอร์ 00 บัญชาการโดยคุณอ้น – ธนภัทร  จักรบวรมงคล แต่ผู้เดียว ส่วนท้ายขบวนจะเป็นเบอร์ 09 มีคุณกิตติ นิลถนอม หัวเรือใหญ่ของผู้นำทางชุดนี้ขับอยู่ปิดท้ายดูแลความเรียบร้อยของทุกคันอีกที

 

ไปไหนบ้างก็ไม่รู้ อ่านไม่ออกครับ

 

สำหรับวันสุดท้าย 11 ตุลาคม ของการเดินทาง “เปิดประสบการณ์สุดขั้วโลก” กรุ๊ปแรกของผมนี้จะออกจากเมือง Kemorovo ไปเมือง Novosibirsk วันนี้ระยะทางสั้นหน่อยเหลือ 270 กิโลเมตรเท่านั้นเอง เมือง Novosibirsk นี้เป็นเมืองใหญ่สุดของไซบีเรีย มีสนามบิน มีโรงละคร มีพิพิธภัณฑ์ ฯ ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกเมืองหนึ่งจากเดิมที่ “สตาลิน” เขามุ่งมั่นต้องการจะให้เมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของแคว้นนี้กันเลยทีเดียว

รวมพลกับกรุ๊ปสอง ก่อนแยกย้าย 

คณะของเรามาถึงโรงแรมที่พักอันเป็นจุด Finish ในเมืองนี้เป็นช่วงบ่ายๆนิดหน่อยที่นี่เป็นจุดนัดพบกันระหว่างทีมขับคณะของเรากรุ๊ป A ที่จะส่งมอบกุญแจให้กับทีมขับสื่อมวลชนกรุ๊ป B ที่เดินทางมาถึงตอนเช้ามืดอีกกว่า 20 ชีวิต เพื่อมารับไม้ต่อขับฝูงบินของ Skyactiv ฝูงนี้เดินทางต่อยังจุดมุ่งหมายกรุงมอสโคว์ ระยะทางรวมอีกเกือบ 4,000 กิโลเมตร

 

ภารกิจของเราชุดแรกกรุ๊ป A ขับต่อยอดจากอูลันบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย มาได้ครึ่งทางกว่า 3 พันกิโลเมตรสำเร็จลุล่วงแล้ว  ภารกิจต่อไปเป็นของกรุ๊ป B ที่จะรับไม้ต่อเดินทางด้วยความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จกันต่อไป

 ถ่ายภาพกับคุณชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานฯ มาสด้า ประเทศไทย ในงานเลี้ยงขอบคุณ

 

เป็นการเดินทางสุดขั้วโลกครั้งประวัติศาสตร์ของรถ Mazda Crossover ทั้ง CX-3  และ CX – 5 อย่างทนทรหดที่ต้องบันทึกไว้อีกครั้งหนึ่งครับ.

สมกับที่ว่า...  Only the sky is the limit  ไม่มีอะไรหยุดยั้งเขาได้จริงๆ!

 

 

( ติดตามภาค 2 ตอนจบ เร็วๆนี้ครับ )

 

------------------------------------------------------------

 

"เป็นประสบการณ์ที่หาซื้อได้ยากมากๆ ค่ายมาสด้าเองต่อยอดการเดินทางจบได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆครับ ระยะทางหมื่นกว่ากิโลฯบนโลกใบนี้เริ่มขับจากปักกิ่งมามองโกเลียทั้งรถทั้งคนใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทรายโกบีเมื่อปีที่แล้วอย่างทรหด

มาปีนี้มาสด้าจัดต่อยอดให้ขับจากมองโกเลียไปรัสเซียอีกรอบ เพื่อพิสูจน์ความแกร่งกันทั้งรถทั้งคน คราวนี้ฟันฝ่าอุปสรรคโดยเฉพาะอากาศที่หนาวเหน็บติดลบสุดขั้ว นี่ถ้าระบบการทำงานต่างๆของเครื่องยนต์โดยเฉพาะระบบหล่อลื่น ถ้าไม่สมบูรณ์จริงๆไม่รอดแน่นอน ประสบการณ์และภารกิจของพวกเราและชาวมาสด้าครั้งนี้พูดได้เลยว่าหากไม่แน่จริงทั้งรถทั้งคนไปกันไม่จบหรอกครับ !"

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

"น้องมุก" นักเรียนไทยที่ได้ทุนมาเรียนรัสเซีย เธอมาเป็นล่ามให้พวกเรารอดตายกันหลายครั้งหลายครา

 

สมาชิกเบอร์ 02 กับ CX3 ครับ

 

 

 

เมนูอาหารครับ

 

ซุปทุกมื้ออาหารหลักพวกเรา