บรรเลงชีวิต ติดโลกกว้างกับ MAZDA BT50 Pro บันทึกความแกร่งในมองโกล
   By : ทีมข่าวพ่อมด

 “มาสด้า” ถือเป็นค่ายรถในเมืองไทยอีกแบรนด์หนึ่งที่นอกเหนือจะเปิดตัวขายรถรุ่นใหม่ๆหลากหลายประเภทแล้ว ยังมีกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องอีกมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

MAZDA BT50 PRO เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่มาสด้าจัดแถลงข่าวเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็น Model Change เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร คอมมอนเรล ไดรเร็กอินเจกชั่น 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ 150 แรงม้า ที่ 3,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตรที่ 1,500 มีทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ  เปิดตัวพร้อมกับนิยามใหม่ของรถรุ่นนี้ที่ว่า TOUGH AS LIFE “ นิยามแกร่ง ..คุณเท่านั้นที่กำหนด

หลังเปิดตัวไม่กี่วันมาสด้าได้มีหมายเชิญสื่อมวลชนสายรถยนต์มากมายหลายสำนักให้ไปร่วมทดสอบพิสูจน์ศักดิ์ศรี ความแข็งแกร่งของเจ้า BT50 Pro รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ที่ประเทศมองโกเลีย ดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากไป

คุณธีร์  เพิ่มพงศ์พันธ์  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของมาสด้าเล่าให้ฟังว่าโปรเจ็กต์นี้ได้วางแผนกันมาตั้งแต่ต้นปีแล้วกับคุณกิตติ  นิลถนอม เจ้าของบริษัททรานเอเชีย รูทส์ ผู้คร่ำหวอดในการนำขบวนคาราวานไปต่างประเทศมากกว่าใครๆทางคุณธีร์บอกว่าโปรเจ็กต์นี้คิดกันเยอะมากว่าจะไปที่ไหนดีเพื่อหาสถานที่ให้เหมาะกับความสมบุกสมบันแข็งแกร่งของรถ เขาและทีมงานร่วมกันคิดค้นข้อมูลและหารายละเอียดต่างๆกันเพื่อให้ทุกอย่างลงตัวที่สุด จนสุดท้ายก็มาจบเคาะกันที่มองโกเลีย ดินแดนนักรบ “ เจงกิสข่าน” จ้าวแห่งท้องทุ่งทะเลทรายบนโลกใบนี้นี่เอง

มองโกเลียเป็นประเทศที่มีขนาด 1.56 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าประเทศไทย 3 เท่าตัว ใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก มีประชากรเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น เป็นชาวมองโกล 90 % ชาวคาซัค 4 % ชาวรัสเซีย 2 % ชาวจีน 2 % อื่นๆ 2 %  จากสถิติพบว่า ในแต่ละปี มองโกเลียเลี้ยงแพะราว 17 ล้านตัว และวัวราว 18 ล้านตัว รวมทั้งแกะ และจามรีอีกจำนวนมาก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบทะเลทราย ในฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนมากแต่ในฤดูหนาวอากาศหนาวมากและมีหิมะตกติดลบถึง 40 องศาเลยทีเดียว

ชาวมองโกลจะอาศัยอยู่สิ่งที่เรียกว่า "เกอร์" ที่สามารถรื้อถอนได้ง่าย และชาวมองโกลส่วนใหญ่เป็นพวกเร่ร่อน ในปีหนึ่งชาวมองโกลจะย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆถึง 20 ครั้ง ชายแดนของมองโกเลียจะติดรัสเซียและจีน มีทะเลใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากคาซัคสถาน  พื้นที่มองโกเลียส่วนใหญ่เป็นที่ราบกว้างสลับภูเขาสูง มีทะเลทรายโกบี, เทือกเขาอัลไต และทะเลสาบอูฟส์เป็นแหล่งมรดกโลกที่สำคัญ

การเดินทางของชาวมองโกลจะใช้รถยนต์เป็นส่วนใหญ่ในเมืองหลวงอูลันบาตอร์รถจะเป็นแบรนด์เอเซียมากกว่า รถส่วนบุคคลร้อยละ 90 เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่นและส่วนใหญ่เป็นรถยนต์มือสองจึงพบเห็นรถพวงมาลัยซ้ายและขวาปะปนกัน แต่รถโดยสารสาธารณะและรถตำรวจส่วนใหญ่เป็นแบรนด์เกาหลีเป็นหลัก เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีให้การสนับสนุนด้านเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำแก่รัฐบาลมองโกเลียในโครงการจัดซื้อดังกล่าว และปัจจุบันมีกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้นจึงพบรถยนต์หรูราคาแพงนำเข้าจากชาติตะวันตกบ้าง อาทิ พอร์ช ฮัมเมอร์ ดีเอ็มซี และเบนซ์

สำหรับสื่อมวลชนจากประเทศไทยที่จะเดินทางไปทดสอบกันครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป เป็น A กับ B โดยกรุ๊ป A ไปก่อน บินไปลงปักกิ่งแล้วขับจากปักกิ่งไปอูลันบาร์ตอร์ใช้เวลาขับ 4 วัน ระยะทาง 2,200 กิโลเมตร  ส่วนกรุ๊ป B ไปทีหลังจะบินจากกรุงเทพฯแล้วไปเจอกันกับกรุ๊ป A ที่อูลันบาร์ตอร์ โดยชุด B นี้จะทำหน้าที่ขับย้อนกลับมาปักกิ่ง

ผมเองอยู่ในกรุ๊ป A ครับ ไปกรุ๊ปแรก เครื่องบินออกจากสุวรรณภูมิตีหนึ่งกว่าๆไปถึงปักกิ่งหกโมงเช้า ผ่านพิธีการสนามบินจนรับกระเป๋าเสร็จสรรพทั้งคณะก็ราวๆแปดโมง (เวลาปักกิ่ง) จากนั้นหัวหน้าทีมคาราวานก็พามาที่โรงแรมแห่งหนึ่งห่างจากสนามบินไม่ไกลนัก ที่โรงแรมแห่งนี้รถทดสอบมาสด้า BT50 Pro จำนวน 8 คันสำหรับสื่อมวลชนเตรียมความพร้อมและจอดรออยู่เรียบร้อยแล้ว พอถึงโรงแรมชาวคณะก็ล้างหน้าล้างตาและทานอาหารเช้ากันแล้วจึงเริ่มออกเดินทาง

Beijing -  Erenhot

วันนี้เป็นวันแรกของการเดินทางระยะทางจากปักกิ่งไปอีเรนฮ็อตที่พักคืนแรกของเราประมาณ 700 กิโลเมตร รถมาสด้า บีที 50 โปร ขับสองยกสูงทั้งหมด 8 คัน มีเกียร์ธรรมดากับอัตโนมัติให้ขับทั้ง 2 แบบ คันผมเป็นเกียร์ธรรมดา อยู่หมายเลข 03 ครับ

วันแรกระยะทางรวม 700 กิโลเมตร ผู้นำทางบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงโปรโมชั่น เพราะเป็นทางด่วนและลาดยางตลอด ขับกันแบบสบายๆมาก จากจุดสตาร์ทกลางกรุงปักกิ่ง พวกเราชาวคณะคาราวานก็ขับตามรถนำขบวนไปเรื่อยๆจนกระทั่งขึ้นทางด่วน ขบวนได้ขับออกห่างจากตัวเมืองไปทุกๆนาที สังเกตุเห็น วิว ทิวทัศน์ บรรยากาศต่างไปจากบ้านเราบ้าง ขับไปไม่นานนักคณะเราก็ผ่านกำแพงเมืองจีน มองเห็นเป็นระยะๆจนลับตาไป

ความเร็วตามกฏหมายจำกัดไว้ที่ 120 กม./ชม. พวกเราก็ได้ขับปฏิบัติกันตามกฏหมายมาตลอด อาจจะมีบางช่วงที่เห็นทางโล่งตรงและยาว ประเมินว่าปลอดภัย ก็จะวิทยุขออนุญาติแจ้งหัวขบวนเพื่อทดสอบความเร็วสูงสุดดูบ้าง ซึ่งคันเบอร์ 03  ที่ผมลองขับอยู่นั้นคันเร่งไปแช่สุดอยู่ที่ 180 กม./ชม.ครับถือว่าโอเค.ทีเดียวกับเครื่องยนต์ขนาดนี้

ระยะทางลาดยาง 700 กิโลเมตรสำหรับวันแรกวันนี้ไม่ได้ทำให้เราเมื่อยล้ามากนัก เพราะจะแวะพักเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสาย ดื่มชา กาแฟ กันเป็นระยะๆ จนเวลาล่วงเลยไปเกือบสองทุ่มเราก็ไปถึงเมือง Erenhot ที่พักคืนแรกของคณะคาราวานเรา ที่นี่ไฮไลต์ของเมืองคือสัญญลักษณ์ของไดโนเสาร์ตัวใหญ่ 2 ตัวยืนจุ๊บกันสร้างทำเป็นซุ้มประตูเข้าเมือง จุดนี้แวะถ่ายรูปเซลฟี่กันสนุกสนานทีเดียว จากนั้นจึงเข้าที่พัก Pacific International Hotel  เป็นโรงแรมตั้งอยู่ชายแดนระหว่างจีนกับมองโกเลีย

Erenhot – Kharmar Monastery       

วันที่สองของการเดินทางจาก Erenhot ไปเมือง Kharmar Monastery ระยะทาง 250 กม. ซึ่งหัวหน้าชุดคาราวานและไกด์บอกว่าวันนี้จะใช้เวลาเดินทางกันทั้งวัน เพราะครึ่งวันแรกจะเสียเวลากับการทำเอกสารพิธีผ่านแดนจากประเทศจีนเข้าสู่ประเทศมองโกเลีย ส่วนครึ่งวันหลังจะเป็นการเดินทางขับรถอย่างเดียวเลย

ระยะทาง 250 กม.กับการเดินทางใช้เวลาครึ่งวันนั้น ผมคิดว่าย่อมไม่ธรรมดาแน่ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ หลังจากผ่านพิธีการต่างๆนาๆทั้งขาออกจากจีนและขาเข้ามามองโกเลียแล้วคณะของเราก็เดินทางกันต่อ และตรงด่านผ่านเข้าประเทศเขานั้น รถทุกคันจะต้องขับลงบ่อล้างล้อ ล้างยาง เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วยนะครับ

เมื่อขับออกมาจากด่านแล้วคณะของเราก็แวะทานอาหารกลางวันกัน เราใช้เวลาทานกันไม่นานนักจึงออกเดินทาง จากจุดอาหารกลางวันในเมืองชนบทเล็กๆไกด์นำทางได้ขับพาขบวนออกจากเขตเมืองไปเรื่อยๆระยะจากร้านอาหารออกมาไม่ถึง 10 กิโลฯ ไกด์นำทางพาขบวนเราเลี้ยวซ้ายเข้าลงสู่ท้องทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล สภาพเส้นทางที่ขับลงไปนั้นจะเป็น Track เห็นเป็นร่องรถวิ่ง ขรุขระ ดินปนหิน มองไปไกลสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว ผมคิดในใจว่าคณะของเราทั้งรถทั้งคนได้เริ่มเข้าสู่บทพิสูจน์ความแข็งแกร่งกันแล้ว

หลังจากเข้าสู่เส้นทางออฟโรด สภาพถนนขรุขระ รถทุกคันถูกจัดให้ขับเรียงตามหมายเลข หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรืออะไรก็ตามจะได้รู้กันว่าเป็นรถเบอร์อะไรและของใคร ขบวนของเราเริ่มจากไกด์ท้องถิ่นที่มือเครื่องมือนำทางคือเข็มทิศพร้อมกับแลนด์ ครุยส์เซอร์ คู่ชีพ จะทำหน้าที่เป็นผู้พาให้พวกเราไปถึงจุดหมายในแต่ละวัน จากนั้นเป็นเบอร์ 00 ผู้นำขบวนคาราวานจากทรานเอเชียฯ แล้วก็เป็นเบอร์ 01ไปจนถึง 08 ซึ่งเป็นรถสื่อมวลชน และอีก 3 คันปิดท้ายเป็นรถของ STAFF ซึ่งมีท่านประธานบริษัทมาสด้ารวมอยู่ในขบวนนี้ด้วย

รถทุกคันขับตามรถไกด์ท้องถิ่นไม่มีการแตกแถว ขับเรียงตามหมายเลข ทุกคันขับกันด้วยความระมัดระวังเพราะไม่ค่อยคุ้นกับเส้นทาง ขับตะลุยบนเส้นทาง Off Road กันเพียงไม่นานนัก ก็เจอกับอูฐฝูงใหญ่ที่หากินกันตามธรรมชาติ สร้างความตื่นตาตื่นใจกันมากมาย เลยจอดถ่ายรูปกันชุดใหญ่สนุกสนานกันเลยทีเดียว

จากนั้นจึงเดินทางกันต่อสภาพเส้นทางเป็น Track เหมือนเดิม ระยะทาง 250 กิโลฯ สำหรับวันแรก ใช้เวลาครึ่งวันตามที่ผู้นำทางบอกไว้จริงๆ และก่อนเข้าที่พักอันเป็นกระโจม (เกอร์) ที่จะนอนกันคืนแรก เราได้แวะที่ Energy Place กันก่อน ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และนับถือของชาวมองโกลมาก คนมองโกลที่เดินทางจะแวะนอนบนลานหินสีแดงนี้ประมาณ 15 นาที เพื่อรับพลังจากแสงอาทิตย์ที่เชื่อว่าจะทำให้ร่างกายมีพลังและสดชื่นก่อนจะเดินทางกันต่อไป

คืนนี้เรานอนพักกันที่ Gobi Sunrise Camp เป็นที่พักแบบกระโจม อยู่ติดขอบทะเลทรายโกบี อากาศกลางคืนเย็นมากครับประมาณ 2-4 องศา และในกระโจมก็จะมีแค่เตียงเล็กๆและผ้าห่มเท่านั้น กระโจมใหญ่หน่อยก็จะมี 3-4 เตียง ถ้าเล็กๆก็มี 2 เตียง ส่วนห้องน้ำให้ออกไปใช้รวมกันอยู่ด้านนอก

Khamar Monastery – Baga gazriin Chuluu

วันที่สามของการเดินทาง วันนี้ระยะทางจาก Khamar Monastery ไป Baga gazriin Chuluu ที่ต้องขับกันประมาณ 400 กิโลเมตรนั้น ผู้นำทางบอกว่าวันนี้ก็ยังเป็นทาง Off Road ล้วนๆ ทุกท่านจะได้สัมผัสครบทุกรสชาด ทั้งทางฝุ่น ทางหิน ทางดินปนทราย เหมือนกับเมื่อวาน เป็น 400 กิโลฯที่ค่อนข้างเอาเรื่องจะใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 40-60 กม./ชม.เท่านั้นเอง

ชาวคณะออกเดินทางกันราวๆเก้าโมงเช้า รถทุกคันขับเรียงตามหมายเลขเหมือนเดิม ขบวนออกจากกระโจมที่พักไม่ถึง 10 นาที ขับมาตามเส้นทางที่ไม่มีทาง พอมองย้อนกลับหลังไปรอบๆตัวจน 360 องศา พวกเราก็ไม่เห็นอะไรอีกแล้วนอกจากทุ่งหญ้าสเตปป์ไกลสุดลูกหูลูกตา รถทุกคันขับตามไกด์ผู้นำทางด้วยเข็มทิศผ่านเส้นทางทั้งทางฝุ่น ทางหินที่แหลมคม ทางดินปนทราย สลับกันไปเป็นช่วงๆ  ระยะทาง 400 กิโลเมตรของวันนี้มันช่างสุดยอดจริงๆครับ

เราจอดพักกันเป็นช่วงๆถ่ายรูปกับทุ่งหญ้าที่มีทั้งฝูงอูฐ ฝูงแพะ ฝูงแกะ ฝูงวัวและม้ากันอย่างสนุกเพลิดเพลิน  เครื่องดื่มก็มีทั้งชา กาแฟ โอวัลติน ที่ทีมงานมืออาชีพเขาตระเตรียมไปกันครบ แม้กระทั่งห้องน้ำชั่วคราวสำหรับสุภาพสตรีแบบพับเก็บได้ ก็ยังมีเตรียมให้พร้อม

วันนี้ 400 กิโลฯเมตรบนทุ่งหญ้าและทะเลทรายโกบี แม้จะใช้เวลาเดินทางกันยาวนานทั้งวัน ความรู้สึกเหมือนจะเหนื่อยเมื่อยและล้าที่ควรจะเกิดกับผมก็ไม่มีครับ อาจจะเป็นเพราะอากาศที่ไม่ร้อนนัก ธรรมชาติระหว่างทางและอากาศบริสุทธิ์และรวมทั้งที่สำคัญคือเจ้า BT 50 PRO ยานลำนี้ที่ร่วมตะลุยสมบุกสมบันกันมา เหยียดแข้งเหยียดขานั่งกันสบายๆเลยไม่ทำให้เมื่อยล้ากันมากนัก

คืนนี้เรานอนกระโจมกันเหมือนเดิมครับแต่ช่วงอาหารมื้อค่ำค่อนข้างจะพิเศษหน่อยเพราะมีคุณลุงชาวมองโกเดินทางจากบ้านที่โกบีกลาง มากับภรรยาพักร้อนที่รีสอร์ทที่ไปพักพอดี แกเห็นคณะเราไปเลยมาเล่นดนตรีสีซอให้พวกเราฟัง เครื่องดนตรีที่แกใช้เป็นแบบซอสองสายมีชื่อว่า "morin khuur" เป็นเครื่องดนตรีประจำชาติของชาวมองโกล ความพิเศษของดนตรีชิ้นนี้อยู่ที่ใช้ขนหางม้ามาทำเป็นสายและที่สี พวกเราเลยโชคดีได้ฟังเพลงมองโกแบบต้นฉบับกันเลยทีเดียว 

Baga Gazriin - Kharakhorum

วันนี้เป็นวันที่สี่ของการเดินทาง ขบวนคาราวานของ Mazda BT50 Pro ออกจากที่พัก Baga Gazriin ประมาณเกือบๆ 9 โมงเช้าเช่นเดิม วันนี้ที่หมายของเราคือเมืองหลวงเก่าของมองโกเลียคือ Kharakhorum ระยะทางราวๆ 350 กิโลเมตร

เช้าวันนี้ฝนตกพรำๆเติมความเย็นให้กับร่างกายรู้สึกชาขึ้นไปอีกหน่อย พอตั้งขบวนเรียงเบอร์กันเสร็จสรรพล้อก็เริ่มหมุนกันตามค่ำสั่งของผู้นำทางที่ส่งเสียงผ่านวิทยุสื่อสารที่มีอยู่ทุกคัน  ระยะทาง 350 กิโลฯนั้น หากเป็นทางดำลาดยางแล้วละก้อเราๆท่านๆคงใช้เวลากันไม่เกิน 3 ชั่วโมงแน่  แต่สำหรับที่นี่ ที่มองโกเลียเราไม่มีเส้นทาง เรามองไม่เห็น เราไม่รู้ว่าเมืองที่หมายที่เราจะไปนั้นมันอยู่ตรงไหน อยู่ทิศไหน เพราะมองไปรอบๆตัวสุดลูกตาพวกเราจะเห็นแต่เนินเขา ทุ่งหญ้า แพะ แกะ อูฐ ม้า และนก แล้วก็พวกเรากันเอง นอกนั้นไม่เห็นอะไรเลย

ระยะทาง 350 กิโลเมตรของวันนี้ขบวนคาราวานอันทรหดของเราก็ยังคงขับผ่านเนินเขา  ทุ่งหญ้าและทะเลทรายเหมือนกับสองวันที่ผ่านมา แต่เส้นทางวันนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะจะมีหินแหลมคมมากที่เรียกกันว่า “หินภูเขา” จะมีอยู่ตามข้างๆทาง ถ้าหากขับเข้าผิดมุมผิดเหลี่ยมไปละก้อยางอาจจะแตกได้  วันนี้ใช้เวลาเดินทางเกือบทั้งวันเช่นเคย มาถึง Kharakhorum  ตอนเย็นประมาณห้าโมงครึ่ง พอมีเวลาอยู่บ้างผู้นำทางเขาก็เลยพาเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์กันก่อนจะเข้าที่พัก  Monkh tenger Camp กระโจมระดับ 5 ดาวของเมืองหลวงเก่าแห่งนี้

Kharakhorum – Ulaanbataar

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง ระยะทางจากเมืองหลวงเก่าไปเมืองหลวงใหม่นี่อีกประมาณ 400 กิโลเมตร  เก้าโมงเช้าวันนี้ชาวคณะออกเดินทางตามเวลานัดหมาย อากาศตอนเช้าค่อนข้างเย็นมาก อุณหภูมิแถวๆ 2-3 องศา  ก่อนจะเดินทางผู้นำทางได้พาคณะคาราวานขับเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าสักครู่แล้วมุ่งหน้าสู่ถนน Off Road กันต่อไป

เส้นทางวันนี้ก็ยังคงต้องมนต์เสน่ห์เช่นเคยครับ เนินเขาสลับกับทุ่งหญ้าสเตปป์ พร้อมแพะ แกะ ม้าและอูฐ ยังมีให้เห็น ให้บันทึกภาพกันตลอดเส้นทาง สำหรับวันนี้คณะเราจะต้องผ่านทะเลสาบ “ฮุฟสกูล” Hovsgol Lake  เป็นทะเลสาปที่ใหญ่มากมีความยาว 16 กม. กว้างถึง 35.5 กม. ลึก 265 เมตร เป็น Lake ที่มีน้ำใสสวยมากทีเดียว

คณะเราแวะทานอาหารกลางวันกันที่นี่ ตั้งโต๊ะ กางเต้นท์กันอยู่ที่ริม Lake เมนูเด็ดมื้อกลางวันนี้ค่อนข้างเซอร์ไพร์สจากคณะผู้นำทางที่แอบทำมาแล้วไม่บอกใคร นั่นก็คือกระเพราไก่ ไข่พะโล้ ครับ  ทุกคนทั้งคณะอิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้าเลยทีเดียว

แวะทานอาหารกลางวันอยู่ที่ริม Lake และบันทึกภาพถ่ายรูปกันพักใหญ่ๆ พอสมควรแก่เวลาจึงเดินทางกันต่อ ระยะทาง 400  กิโลเมตรวันนี้ ใช้เวลาไม่มากเหมือนกับสามวันที่ผ่านมา เพราะจะเป็นทางลาดยางอยู่ประมาณ 300 กิโลฯ แม้ทางจะไม่ค่อยดีนักแต่ก็พอทำความเร็วกันได้บ้าง

คณะคาราวานเรามาถึง Ulaanbataar เมืองหลวงของมองโกเลียประมาณสี่ห้าโมงเย็นก็มาเจอกับกรุ๊ป B ที่มาถึงก่อนหน้าเราสักครู่ ค่ำคืนนี้พวกเราทั้ง A และ B ได้นอนโรงแรมหรูหรา 5 ดาว Kempimski  Hotel กลางเมืองหลวงกันเลยทีเดียว

กว่าจะหลับได้ก็ครึ่งค่อนคืน ยังแอบนอนคิดถึงกระโจมกลางท้องทุ่งทะเลทรายโกบีอยู่เลยครับ